เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ STEM CELL

เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ STEM CELL

 

 

เทรนด์ใหม่ ชะลอวัยด้วยน้ำเลี้ยงสเตมเซลล์

Amniotic Fluid Stem Cell Culture Media

 

เรามาดูต้นเหตุที่ทำให้เราต้องมาใช้สเตมเซลล์ และน้ำเลี้ยงสเตมเซลล์

ริ้วรอย ความเหี่ยวบนใบหน้า มาได้อย่างไร???

 

 

2 ตัวการหลักๆ ที่เป็นต้นเหตุของความเหี่ยวย่น และริ้วรอยของเรา

1.      ปัจจัยภายในร่างกายของเราเอง

สาเหตุหลักของริ้วรอยนั้น เกิดขึ้นจากอายุที่เพิ่มขึ้น พออายุมากขึ้น ความสามารถในการสร้าง เซลล์ใหม่ก็ลดลง และผิวหนังชั้นใน (Dermis) ก็เริ่มบางลง ไม่ใช่แค่เซลใหม่เท่านั้น เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายของเราก็สร้างสารธรรมชาติต่างๆ น้อยลงด้วย ไม่ว่าจะเป็น คอลลาเจน, อีลาสติน และไฮยาลูรอนิค ซึ่งล้วนเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ผิวดูเต่งตึง ชุ่มชื่น กระบวนการนี้จะเริ่มเมื่ออายุย่างเข้า 20 ปี อัตราการสร้างคอลลาเจนจะเริ่มลดลงปีละ 1% ทุกปี และเมื่ออายุย่างเข้า 25 ปี อัตราการสร้างคอลลาเจนจะเริ่มลดลงปีละ 2% ทุกปี รวมถึงการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนและการเสื่อมสภาพของ DNA เมื่ออายุย่างเข้า 40 ปี ก็ส่งผลให้เกิดริ้วรอยที่เห็นชัดเจนขึ้นตามลำดับครับ

2.      กระบวนการเปลี่ยนแปลงผิวจากปัจจัยภายนอก

แสงแดดเป็นตัวการหลัก ที่ทำร้ายเซลล์ผิวลึกถึงชั้นคอลลาเจนและ DNA จนเกิดริ้วรอย ได้มากถึง 3 เท่า โดยเฉพาะรังสีแสง Ultraviolet หรือรังสี UV โดย UVB จะทำลายผิวภายนอก และ UVA จะเข้าทำลายลึกถึงชั้นผิวภายใน นอกจากนี้มลภาวะ ความเครียด ไลฟ์สไตล์ พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่นการสูบบุหรี่ การขึ้นๆ ลงๆ ของน้ำหนัก และการเช็ดหน้า แต่งหน้าแรงเกินไป ความเครียด การพักผ่อน  อาหาร ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นตัวกระตุ้น ให้มีการทำลาย โครงสร้างเส้นใยภายใต้ผิวมากกว่าปกติ ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอยทั้งสิ้น

แล้วริ้วรอยที่เกิดขึ้นมีแบบไหนบ้าง

สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ

1.      ริ้วรอยที่รับได้ เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมกับวัย เช่น รอยตีนกา ร่องแก้มที่เกิดจากการยิ้ม ซึ่งจะทำให้ดูใจดี โอบอ้อมอารี มีความสุข

2.      ริ้วรอยรับไม่ได้ คือ ริ้วเล็กๆ จำนวนมาก ทำให้ดูเหมือนผิวไม่เรียบเนียน พวกนี้ไม่ใช่ริ้วรอยถาวร เกิดจากผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื่น เมื่อทาครีมบำรุงอย่างต่อเนื่องจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รอยพวกนี้ไม่เกี่ยวกับคอลลาเจนเลย และรักษาได้ง่ายกว่าชนิดอื่น

3.      ริ้วรอยที่รับไม่ได้ที่สุด ส่วนใหญ่เป็นร่องรอยจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่ เกิดความเครียด ความกังวล ทำให้แลดูสูวัยกว่าอายุจริง เช่น บริเวณรอบริมฝีปาก หน้าผาก ระหว่างคิ้ว รวมถึงริ้วรอยใต้ตา

ข้อได้เปรียบของคนผิวคล้ำคือ ผิวมีความแข็งแรงกว่าคนผิวขาว กรณีเป็นคนผิวขาวและไม่ปกป้องผิวจากแสงแดด  โอกาสที่จะเกิดริ้วรอยมีสูงถึงร้อยละ 80

 

 

สิ่งที่เห็นชัดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น

ริ้ว (Fine line) เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชั้นผิวหนัง ทั้งชั้น Epidermis และชั้น Dermis ซึ่งเห็นเป็นริ้วเล็กๆ ได้เกือบทั่วใบหน้า ดูคล้ายกับผิวแห้ง ริ้วแบ่งเป็น 2 ชนิด

1. ริ้วแบบตื้น (Fine line wrinkle) อาจมีสาเหตุมาจากความแก่, แสงแดด, อุณหภูมิ หรือการเปลี่ยนแปลงของชั้น Epidermis เกิดจากสร้างเซลล์ใหม่น้อยลง และเซลล์ขี้ไคลผลัดตัวช้าลง ส่วนชั้น Dermis คอลลาเจน, อีลาสติน มีปริมาณและคุณภาพลดลง

2. ริ้วแบบลึก (Coarse line wrinkle) สาเหตุเกิดจากแสงแดด เรียกว่า “Photo Aging” ซึ่งจะทำให้ชั้นหนังกำพร้าหนาขึ้น แลดูหยาบกร้านไม่เนียนเรียบ ในขณะเดียวกันเนื้อเยื่อชั้นในของชั้นหนังแท้จะบางลง

 

ชั้นผิวปกติ (Dermis หนา)                                                  ผิวหนังเมื่อแก่ (Dermis บาง)

 

รอย (Wrinkle line) เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังชั้น Epidermis และ Dermis และเกิดจาก Hypertrophy ของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆของใบหน้า จะเห็นริ้วรอยในส่วนบน ของในหน้า เช่นรอยตีนกา, รอยขมวดคิ้ว และรอยย่นตรงหน้าผาก

 

 

ร่อง (wrinkle furrow) จะเห็นเป็นร่องชัดเจน แม้ไม่ได้แสดงความรู้สึกทางใบหน้า เกิดจากการยุบตัวของโครงสร้างเนื้อเยื่อ เช่นร่องแก้ม และเกิดจากการ ที่มีริ้วรอย ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน

หย่อนยาน (Sagging) เกิดจากการไม่กระชับของโครงสร้างผิวและกล้ามเนื้อ ความผิดปกติของกระบวนการสร้างเม็ดสี เกิดจาก Melanocytes ทำงานผิดปกติ

 

 

ไม่ว่าจะเป็นริ้ว หรือรอย หรือร่องต่างๆ ที่เกิดขึ้น แน่นอนไม่มีใครแฮปปี้นะครับ แต่เมื่อกาลเวลาที่หมุนไป เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เสียด้วย สัญญาณแห่งวัย เช่น ริ้วรอย สีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ จุดสี ผิวที่หย่อนคล้อยเหี่ยวย่น สายตาที่พร่าเลือน ฮอร์โมนที่ลดลง การเข้าสู่วัยทอง ความรู้สึกไม่กระชุ่มกระชวยเหมือนก่อน….. สิ่งเหล่านี้เกิดจากเซลล์ที่ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ ได้ทันกับเซลล์ที่เสื่อมและตายไป หนำซ้ำเซลล์ใหม่ที่เกิดขึ้นก็ยังไม่เหมือนเซลล์ต้นแบบอีกด้วย

แต่วงการความงามไม่เคยหยุดนิ่งครับ การเอาชนะกาลเวลาจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้เราได้นวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย แต่ถ้าให้พูดกันตรงๆ ส่วนใหญ่ให้ผลเพียงชั่วคราว หรือมีผลแค่ปิดบัง หรือเติมเต็ม แค่ภายนอกเท่านั้นครับ ทั้งนี้เพราะเซลล์ที่ผิวหน้าของเรายังคงเป็นเซลล์เก่าอยู่ การกระตุ้นการทำงานโดยเครื่องมือ หรือเลเซอร์ต่างๆ ก็เป็นการกระตุ้นเซลล์เก่าที่อ่อนล้าเท่านั้น เช่นเดียวกันกับการใช้สารฉีดลดริ้วรอยหรือเติมเต็มร่องต่างๆ ก็ไม่ได้มีผลต่อโครงสร้างของผิว แต่อย่างใดครับ ทำให้เกิดแนวคิดเรื่องการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้น Stem Cell “สเตมเซลล์” หรือ “เซลล์ต้นกำเนิด” นั่นเอง

พอฟังคำว่าสเตมเซลล์ หลายคนก็คงมองว่าเสี่ยง และในปัจจุบันยังไม่ได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและยา แต่ขนาดยังไม่ผ่านอย. นะครับ หลายๆที่ รวมทั้งโรงพยาบาลทั้งรัฐ และเอกชน ก็มีการรักษาด้วยสเตมเซลล์ เป็นอีกทางเลือกให้ผู้ที่สนใจมากมายครับ (สนใจข้อมูล stemcell ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thefaceaesthetic.com/ )

 

เอาว่าวันนี้ เรามาพูดเรื่องน้ำเลี้ยงสเตมเซลล์กันก่อนครับ

หลายๆ คนคงคุ้นเคยกับคำว่า Growth Factor กันมาแล้วนะครับ เพราะเรื่อง growth factor และ stem cell เป็นที่ฮือฮา และได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา และมีสถานบริการด้านความงาม หลายๆ ที่ นำ Growth Factor เข้ามาใช้กันหลากหลาย หมอเลยอยากจะอธิบายเรื่อง Growth Factor ให้เข้าใจกันหลายๆ มุมนะครับ พอพูดถึงน้ำเลี้ยงสเตมเซลล์ ก็ต้องพูดถึงสเตมเซลล์ด้วยครับ

สเตมเซลล์ (เซลล์ต้นกำเนิดคืออะไร

เซลล์ต้นกำเนิดหรือสเตมเซลล์คือเซลล์ชนิดพิเศษพบได้ทุกช่วงเวลาของการเจริญเติบโตในสิ่งมีชีวิต สามารถแบ่งตัวได้อย่างไม่จำกัด และสามารถเปลี่ยนแปลง ไปเป็นเซลล์ได้เกือบทุกชนิด ในร่างกาย เช่น เซลล์ผิวหนัง สมอง หัวใจ กล้ามเนื้อ และเซลล์เม็ดเลือด มีหน้าที่สำคัญในการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนและเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ เพื่อทดแทนเซลล์ที่เสื่อมสภาพในร่างกาย

 

 

Stem cell นำมาจากที่ไหนได้บ้าง

ถ้าเป็น Embryonic Stem Cell สามารถเก็บได้จากตัวอ่อน แต่การนำ embryonic stem cell มาใช้เสมือนเป็นการฆ่าตัวอ่อน จึงไม่เป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน เราจึงหันมาให้ความสนใจกับ Adult Stem Cell ซึ่งได้มาจากหลายแหล่ง เช่น เลือด ไขกระดูก เลือดจากสายรก (สายสะดือ) ไขมัน ฟันน้ำนม เรียกได้ว่า สามารถหาได้จากเกือบทุกอวัยวะในร่างกาย แต่แหล่งที่เอามา ก็จะมีข้อดี ข้อเสียในการนำมาใช้ แตกต่างกันไป

Stem Cell จากเลือด

เลือดของเราปกติ จะมี stem cell อยู่แล้วแต่ปริมาณน้อยมาก หากเราต้องการเร่งให้ไขกระดูกปล่อย stem cell ออกมาสู่ระบบเลือดให้มากขึ้น เราจะฉีด ยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว ที่เรียกว่า G-CSF (Granulocyte Colony Stimulating Factor) ข้อดีของวิธีนี้คือ เราสามารถเก็บ Stem Cell ได้ตามจำนวนที่ต้องการ แต่ข้อเสียคือ อาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา G-CSF และ stem cell ที่ได้จะมี  T-cell ซึ่งเสมียนหน่วยความทรงจำว่าร่างกายเคยเป็นโรคอะไรมาแล้ว T-cell นี้อาจทำให้ร่างกายไม่ยอมรับการปลูกถ่าย และยิ่งอายุมากขึ้น ศักยภาพของ Stem cell ในร่างกายก็ลดลงครับ

Stem cell จากไขกระดูก

หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ การปลูกถ่ายไขกระดูก นั่นเอง ในกระดูกคนเรามี Stem cell มากเพียงพอที่จะเอามาใช้ แต่วิธีการนำมาใช้ยุ่งยาก และค่อนข้างเจ็บ โดยแพทย์ต้องวางยาสลบ เพื่อเจาะเข้าไปในกระดูกเชิงกรานให้ถึงไขกระดูก แล้วดูด stem cell ที่อยู่ในโพรงไขกระดูกออกมา คนไขต้องใช้เวลาพักฟื้นต่อที่บ้าน 5-7 วัน

Stem cell จากเลือดในสายรก

การเก็บเลือดจากสายรก จะทำได้แค่ช่วงที่เด็กแรกคลอดเท่านั้น ข้อดี คือมีปริมาณ T-cell น้อยมาก เพราะเด็กยังไม่เคยสัมผัสโรค วิธีการจัดเก็บง่าย ไม่มีความเจ็บปวดทั้งแม่และเด็ก แต่ข้อเสียคือปริมาณที่เก็บได้มีจำนวนน้อย จึงไม่เพียงพอต่อการใช้งานในหลายๆ กรณี

 

Growth Factor คืออะไร 

อธิบาย ง่ายๆ Growth Factor คือ น้ำเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดนั่นเองครับ จริงๆ แล้ว Growth Factor เป็นสารที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในร่างกายของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด สามารถกระตุ้น ให้เซลล์มีการเพิ่มจำนวน การเจริญเติบโต และพัฒนาการของเซลล์ได้ เป็นสารที่มีความจำเป็น ต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต โกรทแฟคเตอร์มีหลายชนิด แต่ละชนิดมีความจำเพาะ ต่อเซลล์ หรืออวัยวะ เช่น Erythropoietin เป็นโกรทแฟคเตอร์ที่กระตุ้นให้มีการสร้างเม็ดเลือดแดง Epidermal Growth Factor ช่วยเพิ่มการสร้างคอลลาเจนให้กับผิว ทำให้ใบหน้าแลดูอ่อนเยาว์ Insulin-like Growth Factor เป็นการเสริมการทำงานของ Growth Factor ซ่อมแซมผิวหนัง ที่เกิดปัญหา ช่วยชะลอความชรา

Basic Fibroblast Growth Factor ช่วยรักษารอยแผลที่เกิดบนใบหน้า Copper Tripeptide-1 เร่งการซ่อมแซมและรักษาผิวจากการถูกทำลาย ช่วยให้ผิวกระชับ เรียบเนียน และอ่อนนุ่ม

Growth Factor ที่คัดแยกเซลล์มาจากน้ำคร่ำมนุษย์ คืออะไร

สำหรับ Growth Factor ที่คัดแยกเซลล์มาจากน้ำคร่ำมนุษย์  ถูกพบว่า น้ำเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิด AFSC CM สามารถนำมาใช้ในด้านความงาม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีคุณสมบัติโดดเด่น ดังนี้

1.      รักษา ฟื้นฟูผิวหนังจากริ้วรอย และรอยแผลเป็น

2.      ลดการแตกลายของผิวหนัง

3.      กระชับรูขุมขน คืนความอ่อนเยาว์ให้ผิว

4.      ลดจุดด่างดำจากเม็ดสี ปรับสีผิวให้สมดุล กระจ่างใส

5.      เพิ่มปริมาณรากผมบนหนังศีรษะเพื่อรักษาอาการผมบาง

6.      ใช้ร่วมกับการร้อยไหม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยกกระชับได้อย่างดี

 

แล้ว Growth Factor  ที่ได้จากถุงน้ำคร่ำ ผ่านการวิจัย และ ผ่านอย เมืองไทยแล้วหรือยัง

สำหรับเรื่องนี้หมอค่อนข้างให้ความสำคัญมากๆ เพราะถ้าไม่ผ่านการอนุญาติ คงไม่กล้าแนะนำเต็มปากครับ

 

 

 

Growth Factor มัน work จริงหรือ?

จากผลการรักษากับหลายเคส ให้ผลที่ค่อนข้างน่าพอใจครับ

 

คุณโจนาธาน โอแกน บรรณาธิการบริหารนิตยสาร COSMETIC

ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ Growth Factor  ที่ได้จากถุงน้ำคร่ำ

“ตัวผมได้เดินทางไปประเทศเกาหลี เมื่อเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากว่าทำงานเป็น บก. หนังสือด้านความงาม ก็คงต้องลองเทคโนโลยีด้านความงามด้วยตัวเองหลายอย่าง โดยในครั้งนี้ผมได้รับเชิญให้ไปทดลองนวัตกรรม 3 ชนิดพร้อมกันนั่นคือ Sculptra, น้ำเลี้ยงสเต็มเซลล์ (Growth factor) และการร้อยไหม PGA (Polyglycolic acid sutures) ซึ่งเป็นไหมรุ่นไหมของทางเกาหลี ซึ่งโดยส่วนตัวผมมีอายุค่อนข้างเยอะแล้ว และมีปัญหาหน้าตอบ ซึ่งผมเองเคยลองฉีดฟิลเลอร์มาหลายตัว แต่คราวนี้คุณหมอ Lee Hwang Heui MD., Cheongdam NB Clinic ฉีด Sculptra ให้ และบวกกับใช้ตัว น้ำเลี้ยงสเตมเซลล์ (Growth factor) ฉีดให้ ตอนแรกคิดว่าผลลัพธ์ที่ได้ คงไม่ได้ต่างจากที่เคยๆ ฉีดมา ทว่าผมค่อนข้างจะเซอร์ไพรส์กับผลของ น้ำเลี้ยงสเตมเซลล์ (Growth factor) มากเพราะแค่ 1 สัปดาห์ ก็เห็นความแตกต่างที่ค่อนข้างชัดเจน นั่นคือครั้งแรกคุณหมอบอกว่าตัว น้ำเลี้ยงสเตมเซลล์ (Growth factor) นี่จะช่วยให้ผิวฟื้นตัวเร็วขึ้น ลดการบวม (จากการฉีด Sculptra และร้อยไหม) แต่ปรากฏว่าผลที่ได้มันกลับทำให้เรารู้สึกมากกว่า

THE FACE AESTHETIC

เดอะเฟส เอสเทติก คลินิก เวชกรรม ความงาม

Anti Aging ปรับรูปหน้า ฉีดผิวขาว รักษาฝ้ากระ

ด้วยทีมแพทย์มีอาชีพ เพราะความสวยต้องมาพร้อมความปลอดภัย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม @thefaceaesthetic1

กรุณา Add Line
@thefaceaesthetic1
เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการ Booking

ปรึกษาเรื่องความงาม
โทร.
02 712 2334
จองคิวโปรแกรมรักษา

เชื่อมต่อเราเพิ่มเติมได้ที่ @thefaceaesthetic