โบท๊อกซ์ สวยด้วยสารพิษ

โบท๊อกซ์ สวยด้วยสารพิษ

Botox สวยด้วยสารพิษ

Botox สวยด้วยสารพิษ

สาร Botox เป็นสารที่ได้จากการผลิตของเชื้อกลุ่มเดียวกับเชื้อบาดทะยัก เป็นเชื้อที่ไม่ต้องการออกซิเจน เชื้อที่ผลิตสารนี้เรียก Clostidium Botulinum สารพิษที่ผลิตออกมามีสองชนิดได้แก่ Botulinum toxin A และ Botulinum toxin B สารพิษทั้งสองเป็นชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ สารพิษทั้งสองชนิดออกฤทธิ์โดยการป้องกันกระแสไฟฟ้า จากเส้นประสาทไปยังกล้ามเนื้อ ผลก็คือกล้ามเนื้อจะมีการผ่อนคลาย relax ทางการแพทย์ได้นำ Botulinum toxin A มาใช้ในการรักษา ตาแข คนที่กระพริบตาบ่อย กล้ามเนื้อคอมีการเกร็งมากเกินไป

Q: BoNT ชนิด B ที่นำมาใช้มากในตอนนี้คืออะไร ต่างกับชนิด A อย่างไร

A: BoNT ชนิดเอ นิยมใช้มากที่สุดเพราะเป็นชนิดแรกที่ออกมาจำหน่าย และได้รับความนิยม เพราะมีความแรงมากกว่า แต่ถ้ามีการละลายเมื่อนำมาใช้จะมีอายุการเก็บสั้นกว่าชนิดบี แต่ชนิดบีนั้นเหมาะสำหรับคนที่ฉีโบท็อกซ์บ่อยๆและร่างการสร้างภูมิต้านทานต่อชนิดเอ โดยความแรงของชนิดบี นั้นต่ำมาก จึงต้องใช้ปริมาณการฉีดที่สูงกว่าเอ เยอะ(แรงน้อยกว่าถึง 50 เท่า แต่เก็บได้นานกว่าชนิดเอมาก)

มีรายงาน ค่าความแรงของโบท็อกซ์ชนิดต่างๆดังนี้

BOTOX มีความแรงต่อหน่วยนาโนกรัมที่ 20
Dyport มีความแรงต่อหน่วยนาโนกรัมที่ 40
CS-Bot มีความแรงต่อหน่วยนาโนกรัมที่ 15.2

จากการเยียวยาโรคสู่ “ศัลยกรรมความงาม”

ในระยะแรกของการนำ “โบท็อกซ์” มาใช้งานนั้น จุดประสงค์หลักๆ ก็คือ เพื่อใช้สำหรับรักษาอาการกระตุกของกล้ามเนื้อตา อาการตาเหล่หรือตาเข ตลอดไปจนถึงอาการปวดตึง ผิดธรรมดาของกล้ามเนื้อคอ   โดยมีการอนุญาตให้ใช้ได้ในประเทศสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 2532

แต่เรื่องของการฉีดโบท็อกซ์มาฮือฮากันจริงๆ ก็ตอนที่องค์การอาหารและยา สหรัฐฯ หรือที่นิยมเรียกกันย่อๆ ว่า เอฟดีเอ (FDA, Food and Drug Administration) อนุมัติให้ใช้ “โบท็อกซ์” เพื่อประโยชน์ในอุตสาหกรรมความงามในเดือนเมษายน 2545 เพราะฉะนั้น ใครไปฉีดโบท็อกซ์กันมาก่อนหน้านั้น ก็ควรจะรับทราบกันไว้ด้วยว่า เป็นการทำศัลยกรรมแบบผิดกฎหมายนะคะ เนื่องจากไม่มีหน่วยงานไหนในโลก รับรองความปลอดภัยให้คะ

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ การฉีดโบท็อกซ์ในปัจจุบันนั้นสามารถแก้ปัญหารูปหน้าที่ไม่สมส่วน ปรับให้ดูสมส่วนและสวยขึ้น ตามทฤษฎี 3:5 เช่นการปรับขนาดกรามให้เล็กลง การยกคิ้ว ยกมุมปาก ยกหางตา เพื่อให้องศาบนใบหน้าดีขึ้น สวยขึ้น และการฉีดโบท็อกซ์นั้นจะเห็นผลได้เร็วมากคือ อาจจะเพียงไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึง 2-3 วันภายหลังจากการฉีด แต่ผลจากการฉีดจะไม่คงอยู่อย่างถาวร มีรายงานว่าจะอยู่ได้ราว 3-6 เดือน (อาจนานได้ถึง 8 เดือน) หากต้องการลบรอยย่นอีก ก็ต้องฉีดซ้ำอีก โดยจะต้องเป็นการฉีดโดยตรง ที่กล้ามเนื้อบริเวณนั้นๆ เพื่อลดความเสี่ยง จากการแพร่กระจายของท็อกซิน ที่อาจจะเกิดขึ้นได้เช่นกัน โบท็อกซ์ มีหลายชนิด หลายยี่ห้อทั้งโบท็อกซ์ของ อเมริกา อังกฤษ เกาหลี จีน (ฮ่องกง) ญี่ปุ่น  ฯลฯ ทั้ง Botox ,  Botox-Cosmetics , Dysport , Myobloc  , Neuronox , Neurobloc , CS – Bot  etc

 

 

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับโบท็อกซ์

A: -เคยมีคนมาบอกว่า ถ้าต้องการลดกรามให้ฉีดโบท็อกซ์ ห่างกันสักหกเดือน สามครั้ง แล้วกล้ามเนื้อจะตายและเล็กลงถาวร

…….ความเชื่อนี้ผิดคะ เพราะถ้ากล้ามเนื้อตาย เนื้อเยื้อบริเวณนั้นก็เน่าสิคะ เป็นไปไม่ได้เลยกับความเชื่อเช่นนี้

A: -ฉีดโบท็อกซ์แล้วมีปัญหาแข็งเกินไป มีคนแนะนำให้ไปฉีดยาสลายออก

……..อันนี้ก็ผิดคะ เพราะจากการที่เข้าไปหายาตัวนี้ใน Pharmmed ยังไม่เคยมีในโลกเลยคะสำหรับยาสลายนี่มีเฉพาะในกรณีการฉีด filler แล้วไม่ชอบต้องการสลาย เราจะใช้ Hyarulonidase สลายคะ แต่ Botox ไม่มีคะ หรือในกรณีที่หนังตาตกเราใช้ยาหยอดตาเฉยๆคะ ไม่ได้สลายฤทธิ์ Botox เลยคะ แนะนำให้ประคบร้อนบ่อยๆ ก็จะช่วยให้ตัวยาหมดฤทธิ์เร็วขึ้นค่ะ

THE FACE AESTHETIC

เดอะเฟส เอสเทติก คลินิก เวชกรรม ความงาม

Anti Aging ปรับรูปหน้า ฉีดผิวขาว รักษาฝ้ากระ

ด้วยทีมแพทย์มีอาชีพ เพราะความสวยต้องมาพร้อมความปลอดภัย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม @thefaceaesthetic1

กรุณา Add Line
@thefaceaesthetic1
เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการ Booking

ปรึกษาเรื่องความงาม
โทร.
02 712 2334
จองคิวโปรแกรมรักษา

เชื่อมต่อเราเพิ่มเติมได้ที่ @thefaceaesthetic