เข้าใจซะใหม่ THERMAGE กับ ULTHERA

เข้าใจซะใหม่ THERMAGE กับ ULTHERA

เข้าใจซะใหม่ Thermage กับ Ulthera

ต้องยอมรับว่าหลักการของ Thermage กับ ulthera คล้ายกันมากครับ และการจะให้ชี้ชัดๆ กันลงไป ว่าอะไรดีกว่าอะไรคงเป็นเรื่องยาก แต่ว่าหมอจะขออธิบายความแตกต่าง ข้อดีข้อเสียของแต่ละตัวดีกว่าครับ

เริ่มที่เครื่องเทอร์มาจ (Thermage) กันก่อน เทอร์มาจเป็นเครื่องมือแพทย์ที่คิดค้นมา ตั้งแต่ช่วงปี 2000 ใช่ ครับเกือบ 17 ปีมาเเล้วครับ เทอร์มาจเป็นเครื่องที่ออกในช่วงปี 2000 ชื่อว่า TC3 เป็นเครื่องรุ่นแรกๆ ของเทอร์มาจ (Thermage) คิดค้นโดยบริษัทเดียวกับเครื่อง vaser และ fraxel ครับ

 

เทอร์มาร์จ คือ การนำเทคโนโลยีความถี่ของคลื่นวิทยุ (Radio Frequency ) ที่เป็นแบบขั้วเดียวที่เจาะจงตำเเหน่ง ปัจจุบันมีการพัฒนามาเรื่อยๆ จนสามารถกระตุ้นได้ตั้งแต่ชั้นหนังแท้ (Dermis) จนลึกขึ้นถึงชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS ชั้นผิวใต้ผิวหนังอยู่ลึกบริเวณกล้ามเนื้อ เป็นชั้นเดียวกับการผ่าตัดยกกระชับใบหน้า) เมื่อคลื่นวิทยุถูกส่งลงไปถึงผิวจะช่วยแก้ปัญหาเส้นใยคอลลาเจนที่หย่อนคล้อย ขาดการยืดหยุ่นสปริงตัว กลับมาหดตัว และยืดหยุ่นเกลียวที่ขึงตึงขึ้น พร้อมจัดระเบียบใหม่ ยึดเนื้อเยื่อของผิวหนังได้ดีขึ้น ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น มีสปริงและผิวกระชับขึ้น

ผลิตออกมานานขนาดนี้ ก็เป็นเทคโนโลยีที่ไม่ทันสมัยแล้วสิ

ถึงแม้จะผลิตออกมานาน แต่ Thermage เทอร์มาจ ก็มีการพัฒนาเรื่อยๆ ครับ อย่างตัวล่าสุดจะชื่อ รุ่น Thermage CPT เป็นการพัฒนา ช่วงคลื่นให้เเม่นยำ เจาะจงมากขึ้น ลดความเจ็บ และเพิ่มระบบ Vibration ส่งแรงสั่นสะเทือนเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประสาทสัมผัสเราด้วยครับ (แต่การสั่น หรือไม่สั่น ไม่ได้มีผลต่อประสิทธิภาพเครื่องแต่อย่างใดครับ แค่ช่วยเบี่ยงเบนประสาทสัมผัสเท่านั้นเอง) นอกจากนี้ Tip รุ่นใหม่ ยังทำให้การกระจายพลังงานดีขึ้นมาก ลงลึกขึ้นกว่าเดิม ลึกประมาณ 3.5-4 ก็นับว่าสูงใช้ได้เลยทีเดียวครับ

แล้วอีกอย่างการผลิตออกมานานกว่า ก็ทำให้มีจำนวนผู้ที่ใช้เครื่องมากกว่า และทำให้เราเก็บข้อมูลต่างๆ มากกว่า มีผลวิจัยมากกว่า และค่อนข้างมั่นใจว่าไม่มีผลกระทบใดๆ ในระยะยาวครับ

ข้อเด่นของ THERMAGE เทอร์มาจ จริงๆคืออะไร

อย่างที่แจ้งตั้งแต่แรกว่า Thermage เป็นเทคโนโลยีที่เป็น “คลื่นวิทยุ” ที่อาจยังทะลุทะลวงไม่ได้สุดๆ แบบ “คลื่นเสียง” คลื่นจะลงไปยังชั้นผิวที่อยู่ใกล้ชั้นไขมัน ทำให้ไขมันสลายตัวได้ดีไปด้วย ดังนั้นคนที่มีปัญหาแบบ ริ้วรอยเล็กๆ ผิวไม่กระชับ แฟตเยอะ แก้มยุ้ยๆ เดี๋ยวก็อ้วน เดี๋ยวก็ผอม จะเหมาะกับการใช้เทอมาจมากกว่า แต่ถ้าคนที่มีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อไม่กระชับ ผิวหย่อนคล้อย น่าจะเหมาะกับกลุ่ม อัลเทอร่า (Ulthera) มากกว่า

เมื่อเทียบความพอใจกับผลการรักษาจะเห็นว่า เทอร์มาจได้รับความนิยม มากในอเมริกา ในเรื่อง Age improvement และราคาก็จะถูกกว่า Ulthera

แล้วตกลงอะไรดีกว่ากัน

ตอบกันตรงๆ ไม่มีอะไรดีไปกว่ากันครับ แต่ละตัวมีข้อดีต่างกัน เหมาะกับแต่ละปัญหาไม่เหมือนกัน
สมมติเรามองผิวหนังเราเป็นภาพตัดขวางนะครับ ผิวชั้นบนสุดก็คือ หนังกำพร้า (Epidermis) ที่พร้อมจะถูกขัดเป็นขี้ไคลได้เสมอ ถัดมาเป็นหนังแท้ (Dermis) ถัดมาอีกก็คือชั้นไขมัน (Hypodermis) ใต้ไขมันเป็นกล้ามเนื้อ บนชั้นกล้ามเนื้อจะมี SMAS หรือเยื่อที่หุ้มกล้ามเนื้อไว้ครับ

 

เทคโนโลยีอะไรก็ตามที่สามารถยกกระชับผิวเนี่ย ควรจะออกฤทธิ์ใน 2 จุดครับ
จุดแรกคือบริเวณชั้นหนังแท้ ซึ่งมีอิลาสติน และคอลลาเจนอยู่เยอะ ซึ่ง Thermage เทอร์มาจ จะสามารถออกฤทธิ์ได้ตลอดชั้นของคอลลาเจน สามารถรับความร้อนที่จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้เต็มพื้นที่ครับ ในขณะที่ Ulthera ไม่สามารถทำได้

และจุดที่ 2 คือชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS) (ชั้น SMAS คืออะไร พูดกันจังเลยคำนี้ – เพิ่มเติมตาม link เลยครับ) แล้วก็พบว่า คลื่นวิทยุของ Thermage เทอร์มาจก็จะออกฤิทธ์ไม่เท่ากับคลื่นเสียงแบบ Ulthera ถึงแม้ Ulthera ซึ่งเป็น focused ultrasound จะลงได้ลึกกว่า แต่ก็ด้วยความที่เป็น micro-points คือสามารถลงได้เป็นจุดๆ ครับ เพราะฉะนั้นประสิทธิภาพของ Ulthera ก็ขึ้นอยู่กับความถี่ในการยิงด้วย จึงจะเกิดความตึงของกล้ามเนื้อในการยกกระชับได้

สรุปว่าไม่ว่าจะเป็น Thermage หรือ Ulthera ก็ให้ประสิทธิภาพในการยกกระชับผิวที่พอกัน เพียงแต่ในคนที่ใบหน้ามีชั้นไขมันหนามากการใช้ Ulthera อาจไม่เหมาะนัก เพราะระยะการยิงของ Ulthera ไม่สามารถปรับให้ตามความหนาของชั้นไขมัน ฉะนั้นการยิง Ulhtera อาจจะไม่ได้ผลตามที่ต้องการ หมอก็แนะนำ Thermage เทอร์มาจมากกว่า แต่ Ulthera ก็อาจจะตอบโจทย์มากกว่า ในการยกกระชับบริเวณช่วงกราม และหน้าผาก แต่ Ulthera จะไม่สามารถทำบริเวณเปลือกตาและริมฝีปากได้ ในขณะที่ Thermage สามารถทำได้ครับ

สรุปอีกทีว่าการใช้รักษาปัญหาผิวหย่อนคล้อย สามารถทำควบคู่กันได้ ระหว่าง Thermage และ Ulthera และเห็นผลดีด้วยครับ อาจจะพูดได้ว่าในการรักษาความยกกระชับ หรือการปรับรูปหน้า เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ของผู้รักษา เพราะผลที่ได้ของทั้งคู่สูสีกันมากคับ ขึ้นกับลักษณะปัญหาของคนไข้มากกว่า ว่าจะเหมาะกับแบบไหน

เคยได้ยินว่า มันมีเครื่องรุ่นใหม่ ที่เอา ULTHERA + THERMAGE ในเครื่องเดียว

ไม่มีครับ ยืนยัน นอนยัน ทั้ง 2 บริษัทไม่เคยมีการร่วมมือสร้างเครื่องอะไรร่วมกัน และยังไม่เคยได้ยินข่าว ว่ามีเครื่องอะไรที่เป็นการผสมกัน ระหว่าง Ulthera และ Thermage หมอว่าอาจจะเป็นเครื่องเกาหลี หรือเครื่องจีน หรือเปล่าครับ เพราะเดี๋ยวนี้ แต่ละคลินิกมักชอบตั้งชื่อทรีทเม้นต์อะไรแปลกๆ ครับ

เคยมีคนบอกว่าเครื่อง RF ทั่วไปถ้าทำ 10 ครั้งมีค่าเท่ากับทำ เทอร์มาส หรือ เอาเทร่า 1 ครั้ง
เป็นไปไม่ได้ครับ ไม่เท่ากันแน่นอนครับ ถึงแม้ว่าเป็น เทคโนโลยีเดียวกัน แต่ประสิทธิภาพของเครื่อง และความลึก ความแม่นยำที่ลงสู่ผิว มันคนละเรื่องกันเลยครับ ถ้ามันจริงหมอจะซื้อเครื่อง Thermage หรือ Ulthera ทำไม เครื่องละ 4 – 5 ล้านครับผม ซื้อเครื่อง RF หลักแสนดีกว่า จริงไหมครับ

ULTHERA เหมาะกับฝรั่ง THERMAGE เหมาะกับคนไทย

นี่ก็ไม่จริงครับ คนเรามีผิวหนังเหมือนกันหมดครับ ไม่ว่าคนไทย หรือฝรั่งก็มี ชั้นผิวตั้งแต่ dermis epidermis SMAS เหมือนกันหมดครับ เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่เหมาะกับฝรั่ง หรือไทย ไปมากกว่ากัน แต่ถ้าจะบอกว่าเพราะคนไทยมักมีไขมันที่แก้มเยอะกว่า อันนี้อาจจะถูกต้องบ้าง แต่ก็มีคนไทยที่แก้มตอบๆ ไม่มีไขมัน ก็เหมาะกับการทำ Ulthera ครับ

 

ได้ยินมาว่า THERMAGE รุ่นใหม่ไม่เจ็บ

คำว่าเจ็บไม่เจ็บนี่มันอธิบายยากจริงๆ ครับ คนไข้ผมบางคนฉีด Toxin ได้โดยไม่รู้สึกอะไร บางคนไม่ได้เลยเจ็บมาก แต่ถึงยังไงก็ทำ Thermage ถึงจะรุ่นใหม่ยังไงก็ต้องทายาชาครับ เพราะเจ็บจริงๆ บางท่าน ขอหมอฉีดยาชาเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นหมอฟันธงนะครับ Thermage ทุกรุ่น เจ็บหมดครับ แค่เจ็บมาก เจ็บน้อยเท่านั้นเอง ถ้ามีใครมาบอกว่าไม่เจ็บนี้แสดงว่าโกหกกันละครับ

ทำ THERMAGE ครั้งเดียว แล้วจบเลย อยู่ได้ 2-3 ปี

ขอบอกกันตรงๆ ดีกว่าครับ ปกติเราจะนัดคนไข้มาดูผลประมาณ 1 – 3 เดือน หลังการทำ ซึ่งอาจมีบางส่วน ที่ยังไม่เห็นผลตามที่ต้องการ ก็อาจต้องยิงซ้ำ ซึ่งก็แล้วแต่กรณีไปครับ แต่ถ้าจะให้เคลมเลยว่าอยู่แบบนี้ 3 ปี ผมว่าอาจจะยากสักหน่อย อาจต้องดูว่าปกติมีกิจกรรมอะไรบ้าง แล้วเมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจน และอิลาสตินในชั้นผิวจะเริ่มสึกหรอและเสื่อมโทรมไปตามวัย การสร้างใหม่ก็ช้าลง น้อยลง ก็อาจจะมายิงซ้ำได้เร็วกว่านั้น เพื่อผลลัพธ์ที่พอใจครับ ซึ่งถ้าหมอแนะนำก็ปีละครั้ง กำลังดีครับ

THERMAGE มีผลข้างเคียงไหม

ผลข้างเคียงที่พบได้คืออาจจะมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยตามบริเวณที่ทำ แต่รอยเหล่านี้จะหายไปในเวลาไม่นาน สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ ไม่มีแผล แต่อย่างไร

ผลของ THERMAGE อยู่นานเท่าไหร่

Thermage หลังทำจะเห็นผลทันที ประมาณ 30% โดยจะเห็นผลเต็มที่ใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน จากนั้นผลจะคงอยู่อย่างน้อย 1-2 ปี โดยขึ้นกับการดูแล และสภาพผิว มีหลายคนที่ประทับใจในผลลัพท์และต้องการให้ผลอยู่นานๆ สามารถมาทำได้ในอีก 6 เดือนหลังจาก Thermage หมดฤทธิ์ ผิวหนังเราจะค่อยๆกลับสู่ภาวะปกติ โดยมิได้หย่อนคล้อยกว่าเดิม






( *** ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล )

 

 

สอบถามเพิ่มเติม
http://line.me/ti/p/~thefaceaesthetic

บทความที่เกี่ยวข้อง

The Face Aesthetic คลินิกเวชกรรมความงาม Anti Aging l ปรับรูปหน้า l ปรับผิวขาว l รักษาฝ้า กระ
ด้วยทีมแพทย์มืออาชีพ เพราะความสวยต้องมาพร้อมความปลอดภัย
Call center : 02-7122334
Line officiel : @thefaceaesthetic
Instragram : thefaceaesthetic

THE FACE AESTHETIC

เดอะเฟส เอสเทติก คลินิก เวชกรรม ความงาม

Anti Aging ปรับรูปหน้า ฉีดผิวขาว รักษาฝ้ากระ

ด้วยทีมแพทย์มีอาชีพ เพราะความสวยต้องมาพร้อมความปลอดภัย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม @thefaceaesthetic1

กรุณา Add Line
@thefaceaesthetic1
เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการ Booking

ปรึกษาเรื่องความงาม
โทร.
02 712 2334
จองคิวโปรแกรมรักษา

เชื่อมต่อเราเพิ่มเติมได้ที่ @thefaceaesthetic