Thank you Celebrity ?
จาก คุณเคน ฮาเซกาวา @ken_hasegawa
เดือน: สิงหาคม 2018
เรื่องของความสวยความงาม เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสาวๆมานานแสนนาน เราให้ความสำคัญกับการดูแลรูปร่างหน้าตาของตัวเองเป็นอันดับแรกๆ ในทุกช่วงวัยจริงไหมคะ และสาวๆที่รักสวยรักงามในช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป จะเริ่มเผชิญกับปัญหาริ้วรอย ร่องลึก ซึ่งจะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนมากในช่วงวัยนี้ ใครที่รำคาญใจกับริ้วรอยเหล่านั้น ก็ต้องเริ่มดูแลตัวเองมากขึ้น จนต้องประโคมครีมลดรอยเหี่ยวย่น ลดริ้วรอยกันซะยกใหญ่ และครีมพวกนี้มักจะมีราคาแพง และใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลลัพธ์ จึงเป็นที่มาของการอยากสวยทางลัดด้วย “การฉีดสารเติมเต็ม” อย่างที่เราคุ้นหูกันในชื่อว่า “ฟิลเลอร์” นั่นเอง
หลายๆคนเข้าใจผิด คิดว่าฟิลเลอร์และซิลิโคนเหลวเหมือนกัน
หลายๆคนเข้าใจผิด คิดว่าฟิลเลอร์และซิลิโคนเหลวเหมือนกัน ความจริงแล้วทั้งฟิลเลอร์และซิลิโคนเหลว ถูกจัดให้เป็นสารเติมเต็มเหมือนกันก็จริง แต่เป็นคนละชนิดกัน ฟิลเลอร์ จะเป็นสารสังเคราะห์ประเภทหนึ่ง ที่สามารถนำมาฉีดเติมเต็มเนื้อเยื่ออ่อนของมนุษย์ได้ ใช้เพื่อแก้ไขจุดบกพร่องของร่างกาย แต่ซิลิโคนเหลว ก็เป็นฟิลเลอร์ชนิดหนึ่ง แต่เป็นสารสังเคราะห์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ควรฉีดเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ ซึ่งสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย ได้พบว่าซิลิโคนเหลวเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนมานานมาก แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดสารเหล่านี้ให้หมดไป สารเติมเต็มที่ องค์การอาหารและยา (อย.) ประเทศไทย อนุญาตให้นำมาใช้ทำฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มได้คือสาร Hyaluroic acid หรือ Hya (ไฮย่า) เพราะเป็นสารที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่ทำปฏิกิริยาต่อร่างกาย
คุณสมบัติของฟิลเลอร์
คุณสมบัติของฟิลเลอร์ ช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย หรือบกพร่อง แก้ปัญหาร่องลึก ริ้วรอยบริเวณใบหน้าหรือปรับแก้รูปทรงของใบหน้า ข้อดีของฟิลเลอร์คือจะเห็นผลลัพธ์ได้ทันที ไม่ต้องพักฟื้น ไม่เป็นอันตราย หากได้รับการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สามารถย่อยสลายไปได้ตามกระบวนการทำงานของร่างกาย ผลลัพธ์จะอยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี หรือมากกว่า ขึ้นกับการใช้ชีวิต และชนิดของฟิลเลอร์
คุณสมบัติของซิลิโคนเหลว
คุณสมบัติของซิลิโคนเหลว ซิลิโคนเหลวเป็นสารเติมเต็มเช่นกัน ซึ่งเคยเป็นที่นิยมทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่ด้วยปัญหาที่ตามมาของการฉีดซิลิโคนเหลว ทำให้ความนิยมค่อยๆลดลงไป การฉีดซิลิโคนเหลวในระยะแรก จะเห็นผลทันที ผิวหน้าจะเต่งตึงแลดูอ่อนเยาว์ และมีราคาที่ถูก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากฉีดสารซิลิโคนเหลวเข้าไปแล้ว ซิลิโคนเหลวสามารถไหลย้อนกลับ ทำปฏิกิริยาต่อเซลล์ในร่างกาย ทำให้การผิวหนังห้อยย้อย หรือผิวตึงเกินไป ทำให้ผิวดูขรุขระไม่สวยงาม และที่สำคัญคือ ซิลิโคนเหลวไม่สามารถสลายออกจากร่างกายไปได้ จะต้องทำการผ่าตัดให้แพทย์ขูดออกเท่านั้น
ดังนั้น หากไม่อยากตกเป็นเหยื่อจากปังอาจกลายเป็นพัง และผลเสียอีกมากมายที่เกิดต่อกายและใจ ควรจะต้องศึกษาหาข้อมูลก่อนที่จะไปใช้บริการสถานเสริมความงาม ที่ได้รับการรับรองว่าปลอดภัย และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ เพื่อความสวยแบบไม่เสี่ยงของคุณเอง
ฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็น “ก้อน” จัดว่าเป็นปัญหาหลักๆของการฉีดฟิลเลอร์เลยนะคะ หลายๆคลินิก มีการโปรโมทมากมายถึงสรรพคุณ บางคลินิกโอ้อวดเกินความจริง แต่มีเคสที่เสียหายจากการฉีดฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐานหลุดออกมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ เรามาดูกันค่ะ ว่าทำไมบางคลินิกถึงฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็นก้อนใต้ผิวหนัง
การฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็นก้อน มีหลายสาเหตุ
- เลือกใช้ชนิดฟิลเลอร์ที่ไม่ตรงกับตำแหน่งที่ฉีด เช่น ใช้ฟิลเลอร์ที่มีความแข็งและเหนียวค่อนข้างมาก นำมาใช้ฉีดบริเวณใต้ตา ฟิลเลอร์จึงจับตัวเป็นก้อนแข็ง
- การฉีดไม่ตรงกับตำแหน่งที่มีปัญหา เช่น ฉีดริ้วรอยลึกเกินไป หรือฉีดเติมร่องลึกที่ตื้นเกินไป
- แพทย์ที่ฉีดให้ ไม่มีความชำนาญทางด้านการฉีดฟิลเลอร์
- ใช้ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ฟิลเลอร์ จะให้ผลลัพธ์หลังฉีดทันที วิธีการที่ง่ายที่สุด ในการเทสผลลัพธ์ของฟิลเลอร์ ที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเองนั่นคือ การลองขยับกล้ามเนื้อส่วนนั้นให้ตึงที่สุด อาจจะลองยิ้มถ้าหากคุณฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม หรือยกคิ้วขึ้นหากฉีดฟิลเลอร์บริเวณหน้าผาก ถ้าฟิลเลอร์ยังไม่เข้าที่ จะเห็นเป็นก้อนๆอยู่ใต้ผิวหนัง ให้รีบแจ้งแพทย์ เพื่อแก้ไขปัญหาได้ทันที เพราะหากปล่อยให้ฟิลเลอร์ยังเป็นก้อน อาจจะต้องมาฉีดสลายในภายหลัง เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา กว่าจะสวยนี่ก็ลำบากไปเยอะเลยค่ะ
แต่ในกรณีที่ฉีดแล้วเป็นก้อนจริงๆ แต่ไม่ได้เป็นก้อนใหญ่มาก ให้รอดูผลหลังฉีดประมาณ 3 วัน เพราะบางทีอาจจะเป็นอาการข้างเคียงที่เกิดหลังจากฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งจะมีอาการบวมเฉยๆ เดี๋ยวจะหายบวมไปเอง อาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ฟิลเลอร์จะค่อยๆผสานรวมตัวกันกับเนื้อเยื่อของเรา ก้อนจะค่อยๆคลายไปเองค่ะ ไม่ต้องไปสัมผัสหรือนวดคลึงผิวหนังแต่อย่างใด
ข้อดีของฟิลเลอร์มีเยอะมาก แต่ต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาเท่านั้น พร้อมทั้งสถานบริการที่ปลอดภัย ไม่อย่างนั้น อาจจะต้องเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาเพื่อรักษาความพังจากฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน อยากสวยแบบไม่เจ็บตัวบ่อย ควรศึกษาข้อมูลให้มากๆนะคะ
เราคงได้ยินเรื่องร้อยไหม กันมาเยอะมากๆ และบางคนก็ร้อยไหมมาแล้ว แทบทุกชนิด แต่วันนี้หมออยากแนะนำการร้อยไหมอีกประเภทครับ เป็นไหมชนิดพิเศษ ที่ไม่ละลาย ไหมชนิดนี้มีความพิเศษก็ตรงที่ มันไม่ละลาย!! นี่แหละครับ ทำให้ช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าที่ไม่กระชับ หย่อนคล้อย ให้กลับมายก เต่งตึง เข้ารูป รวมทั้งสามารถปรับโครงหน้า ได้ดีขึ้น อยู่นานขึ้นครับ
นอกจากข้อดีข้างต้นแล้ว เจ้าไหมสปริงลิฟ นี้ก็ยังกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดใหม่ มีผลทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนรอบๆ เส้นไหมเช่นกันครับ โดยปกติจะเห็นผลครั้งแรกหลังทำ และภายใน 1- 2 อาทิตย์ และเห็นผลได้ชัดเจนขึ้นในอีก จนกระทั่งเดือนที่ 3 โดยผลจะ stable และจะอยู่ได้นานเกือบ 5 ปี ทีเดียวครับ
ไหมสปริงลิฟ (SPRING THREAD LIFING) กับไหมอื่นๆ มีอยู่กี่ชนิด อะไรบ้าง
-
- Gold Thread
หรือไหมทองคำที่มีความบริสุทธิ์ 99.99% ขนาดประมาณเส้นผม ซึ่งเป็นไหมที่ไม่ละลาย โดยทองคำจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีการไหลเวียนโลหิตที่ดีขึ้น และมีการสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ แต่เพราะด้ายทองไม่มีปมหรือแง่งใดๆ จึงไม่มีผลในแง่ของ Mechanic Lifting มากนัก จึงต้องรอผลจากการกระตุ้นของร่างกาย ให้ซ่อมแซมตัวเอง จะเริ่มเห็นผลเมื่อ 1 เดือนเป็นต้นไปครับ ข้อเสียของไหมทองคำ คือ ค่าใช้จ่ายสูงมาก หลังทำต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสความร้อน หรือทำทรีทเมนต์ที่มีการนำพาความร้อน หรือไฟฟ้า เช่นเลเซอร์ ต่างๆ เนื่องจากทองเป็นโลหะที่นำความร้อนได้ดีที่สุด และไม่เหมาะในผู้ที่แพ้โลหะครับ - Feather-Lift หรือ Aptos ® threads เป็นไหมที่ไม่สามารถละลายได้ (monofilament material - “polypropylene”) ซึ่งมีลักษณะเป็นฟันปลา เป็นเงี่ยงๆ แหลมๆ และเป็นไหมชนิดที่ไม่ละลาย ปัจจุบันไม่นิยมแล้ว เพราะมักเกิดปัญหาในระยะยาว เช่น นานๆ ไปอาจมีแง่งไหมโผล่ออกจากผิว ต้องไปผ่าเอาออก และต้องใช้ประสบการณ์ของแพทย์สูงมาก
- PDO ไหม PDO เป็นไหมละลายชนิดเดียวกับไหมที่ใช้ในการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งปลอดภัย และร่างกายจะค่อยๆ กำจัดออกไปจนหมดภายในระยะเวลา 6 เดือนซึ่งแตกต่างจากไหมยกกระชับใบหน้าชนิดอื่นในสมัยก่อนครับ ปัจจุบันเราก็นำมาร้อยผิวหน้า และเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง
- Spring Lifting หรือไหม PDO รุ่นใหม่มีความพิเศษมากขึ้น คือจะมีซิลิโคนลักษณะกลม พันอยู่รอบเส้นไหมทั้งเส้นบางครั้งจึงเรียกว่า “ไหมเกลียว” ซึ่งตัวซิลิโคนนี้จะทำหน้าที่ช่วยยกกระชับได้มากขึ้น เป็นไหมชนิดที่ไม่ละลายมีประสิทธิภาพในการเกาะเกี่ยวเนื้อเยื้อผิวมากขึ้น ยกกระชับมากขึ้น ดึงผิวที่หย่อนคล้อยให้กระชับได้มาก
- Fast Lifting คือไหม PDO รุ่นล่าสุดที่มีลักษณะของเงี่ยงคล้ายขอตกปลาอยู่ตลอดเส้น มักถูกเรียกว่า “ไหมเงี่ยง” เมื่อร้อยเส้นไหมไปที่ชั้นผิว ตัวเงี่ยงจะช่วยเกี่ยวรั้งเนื้อเยื่อผิวให้ยกกระชับขึ้นทันที หลังการร้อยจึงเห็นผลชัดเจนกว่าไหมแบบเส้นเรียบๆ
- Turbo Lifting หรือ Silhouette Soft Lifting เป็นไหมละลายรุ่นล่าสุดที่มีอยู่ในท้องตลาดปัจจุบัน เส้นไหมที่ใช้ในโปรแกรม Turbo Lift จะมีความพิเศษมาก เพราะเป็นเส้นไหมที่ประกอบด้วย 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นเส้นไหมเย็บชนิดละลายผลิตจาก Polypropylene มัดเป็นปม และระหว่างปม จะมีกรวยรูปร่างคล้ายกรวยไอศรีม จึงนิยมเรียกอีกชื่อว่า “ไหมกรวย”ส่วนที่เป็นกรวยสามารถละลายได้เช่นเดียวกัน ผลิตจาก Lactide/Glycolide มีใช้ทางการแพทย์มานานกว่า 50 ปี ในการผ่าตัดหัวใจ ซึ่งไม่มีปฏิกิริยาต่อเนื้อเยื่อมนุษย์ (Biocompatibility) ซึ่งมีโอกาสแพ้น้อยมาก โดยเส้นไหมละลาย และกรวยจะค่อยๆ ละลายไปภายใน 6-8 เดือน ไม่เหลือตกค้างให้เกิดผลข้างเคียงภายหลัง
นอกจากจะเห็นผลทันทีหลังทำแล้ว ยังพบผลดีต่อเนื่องได้อีก ปัจจุบันจึงได้รับความนิยมเช่นกันครับ
- Gold Thread

รูปแสดงไหมแบบต่างๆ Spring Lift, Turbo Lift, Brab Lift
การร้อยไหมแบบ SPRING LIFT ของ THE FACE AESTHETIC เป็นอย่างไร
เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดการร้อยไหม Spring Lift ของ The Face Aesthetic นั้น หมอจะพิจารณาปัญหาของคนไข้แต่ละท่าน และ design รูปหน้า โดยอาจแนะนำ ไหมหลากหลายแบบ เพื่อแก้ปัญหาในตรงจุดจริงๆ แต่จะเน้นไหมสปริง ตามแนวเนื้อเยื้อหลักๆ ครับ ตัว Spring Lift หมอจะใช้เทคนิคที่ร้อยให้ลึกขึ้นโดยเฉพาะเส้นบริเวณใต้ cheek bones เพื่อให้ยก tissue ได้ดีขึ้นครับ
การร้อยไหมสปริงมีความปลอดภัยแค่ไหน?
เส้นไหมจะถูกออกแบบมาให้มีลักษณะ มน กลม โค้ง ซึ่งตัดปัญหาการทิ่มทะลุผิวของเงี่ยง ไม่สร้างความเสียหายให้ผิวหนังรอบข้าง เส้นไหมผ่านการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยาเรียบร้อยแล้ว ไหมเป็น medical grade silicone ที่ได้รับการรับรองให้ใช้ในวงการแพทย์ และวงการศัลยกรรมอย่างแพร่หลาย ซึ่งมีความปลอดภัยอย่างแน่นอน สำหรับการร้อยไหม Spring Lifting จะสามารถปรับแต่งการยกกระชับได้ โดยการปลดล๊อคเขี้ยวที่เกี่ยวเนื้อเยื่อให้คลายตัวภายใน 1 สัปดาห์ หลังการร้อยได้ครับ
เมื่อไรจึงจะเห็นผล และผลการรักษาอยู่ได้นานแค่ไหน?
สามารถเห็นผลทันทีหลังการร้อย และขณะที่ไหมอยู่ใต้ผิวหนัง จะกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดใหม่ (Local microcirculation) มีผลให้เกิดกระบวนการสร้างคอลลาเจนรอบๆ เส้นไหม จึงเกิดการยกกระชับมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปผิวหน้าจะยิ่งดีขึ้นกระชับขึ้นเรื่อยๆ อย่างเป็นธรรมชาติ และได้ผลต่อเนื่องนานถึง 12 เดือน ผลการรักษาจะอยู่ได้นานกว่าไหมประเภทอื่น เนื่องจากเป็นไหมชนิดที่ไม่ละลาย แต่ก็ขึ้นกับพฤติกรรมของคนไข้ด้วยครับ แต่เฉลี่ยจะอยู่ที่ 3-5 ปี ครับ
ได้ยินมาว่าการร้อยไหม อาจทำให้เกิดพังผืดใต้ผิวหนัง และเป็นรอยแผลเป็นได้
จริงๆ แล้ว พังผืดใต้ผิวหนังก็คือแผลเป็นใต้ผิวหนังนั่นเอง ซึ่งก็เกิดจากการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง การร้อยไหมเป็นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง หรือก็คือการสร้างพังผืดใต้ผิวหนังในตำแหน่งที่เหมาะสม ทำให้ผิวด้านนอกดูเปล่งปลั่ง ตึงกระชับเช่นเดียวกับวิธีอื่นๆ ครับ เพราะฉะนั้นหมอคิดว่ามันคือเรื่องปกติ แต่ถ้าในกรณีที่แพทย์ที่ทำไม่มีประสบการณ์หรือทำผิดวิธี เช่นร้อยไหมเข้าไปตื้นเกินไป หรือผิดจังหวะก็จะทำให้เกิดพังผืดที่ผิดชั้น อาจไปเกิดในบริเวณผิวหนังชั้นบนได้ ทำให้มองเห็นเป็นรอนๆ บนผิวด้านนอกเหมือนกับแผลเป็นครับ ตำแหน่งที่ต้องระวังก็จะเป็นแถว จมูก หรือหน้าผากครับ เพราะฉะนั้นการร้อยไหมในบริเวณเหล่านี้ ถ้าไม่จำเป็นก็เลี่ยงดีกว่าครับ หรือไม่คุณก็ต้องเลือกทำกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ ที่มั่นใจเท่านั้นครับ
เตรียมตัวก่อนการร้อยไหมสปริง
เนื่องจากตัวไหมสปริงเป็นไหมไม่ละลาย ทำให้อาจจะต้องเตรียมตัวเยอะนิดนึงครับ โดยรวมๆ ตามนี้เลยครับ
- งดยาต้านการอักเสบ เช่นพวก แอสไพริน อาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือก อย่างน้อย 2 อาทิตย์ครับ
- อาหารเสริม กลุ่มวิตามินอี ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง อิฟนิ่งพิมโรส พวกนี้อาจทำให้เลือดออกมากในระหว่างการร้อยไหมครับ ควรหยุดก่อน 3-5 วัน
- ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเรื่องโรคประจำตัวของคุณครับ เช่น เบาหว่าน โรคหัวใจ และยาที่แพ้ เช่น เพนนิซีลิน เป็นต้น
- ก่อนการร้อยต้องสระผมและหมักผมด้วย Chlorhexidine scrub shampoo จำนวน 2 รอบ (โดยไม่ต้องใช้ครีมนวดผมหลังการสระ)ก่อนเข้ารับการร้อยไหมครับ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
รูปก่อน และหลังการร้อยไหมสปริง
หลังร้อยไหม ร่องแก้ตื้นขึ้น โครงหน้า และกรอบหน้าเรียวชัดขึ้น
หลังร้อยไหม แก้มยกขึ้น กรอบหน้าชัดขึ้น แฟตที่คาง และเหนียงยกกระชับขึ้น
หลังร้อยไหม รอยมุมปากจางลง กรอบหน้าชัด ได้รูปขึ้น
หลังร้อยไหม รูปหน้าโดยรวมยกกระชับขึ้น มีโครงหน้าชัดขึ้น

หลังร้อยไหม ผิวกระชับขึ้น ริ้วรอยข้างมุมปากหายไปทั้งหมด รอยร่องแก้มตื้นขึ้นชัดเจน
HIFU - Ultra Lift ที่สุดแห่งการยกกระชับ
นวัตกรรมยกกระชับแข่งขันกันรุนแรงมาก และเมื่อพูดถึงเรื่องการยกกระชับ อีกตัวที่เราจะลืมไม่ได้ คือ
HIFU ย่อมาจากภาษาอังกฤษ High Intensity Focus Ultrasound คือการนำคลื่นเสียงความถี่สูง ที่สามารถปล่อยคลื่นโดยโฟกัสเป็นจุดๆ ผ่านเนื้อเยื้อลงลึกถึงโครงสร้างเนื้อเยื่อชั้นลึก (SMAS) แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน จะทำให้เส้นใยผังผืดหดกลับ กระชับตึงขึ้น กระตุ้นการทำงานของไฟโบรบลาสต์เซลล์

ผลก็คือทำให้เกิดกระบวนการเสริมสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ของร่างกาย และจัดเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจนครับ
พูดให้เข้าใจมากขึ้นคือ คลื่นอัลตราซาวด์ที่ถูกโฟกัส การปล่อยพลังงานออกมาเฉพาะจุด และแต่ละจุดก็มีพลังงานสูงพอที่จะลงไปถึงเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึก SMAS ได้ครับ ซึ่งหลักการ High Intensity Focus Ultrasound นับเป็นนวัตกรรมเดียวที่สามารถทำงานลงลึกถึงผิวหนัง ชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้าเลยครับ
ด้วยหลักการการส่งผ่านความร้อน HIFU นี้ ทำให้เกิดรอยหดตัวในชั้น SMAS ขนาดประมาณ 1 มม. คล้ายกับการเย็บเนื้อใต้ผิวหนัง ให้เป็นจุดห่างกัน1 มม. เรียงเป็นแนวต่อเนื่องแบบการเย็บ และละเอียดกว่าการร้อยไหม และที่สำคัญยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผลลัพธ์จะค่อยๆ ดีขึ้นๆ อีกใน 1-2 เดือน และเห็นผลอย่างชัดเจนต่อเนื่อง เป็นเวลาสองถึงสามเดือนขึ้นไป รวมถึงจะได้ผลดียิ่งขึ้น เมื่อทำซ้ำอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี
สำหรับความร้อนที่ส่งผ่าน คลื่นจะเป็นอุณหภูมิที่ 65 – 70 องศา ซึ่งอยู่ในช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการสร้างคอลลาเจนของผิว

HIFU - ULTRA LIFT ส่งพลังงานลงลึก ถึง 3 ระดับ
การที่ Ultra Lift ส่งพลังงานคลื่นอัลตร้าซาวน์ลงลึกถึง 3 ชั้นผิวของใบหน้า ด้วยหัว Tip ที่แตกต่างกัน 3 ระดับ และอุณหภูมิที่เหมาะสมในแต่ละบริเวณที่ทำ ด้วยหลักการนี้ ทำให้ทุกชั้นผิวที่ได้รับการส่งพลังงานจะถูกยกขึ้น พร้อมๆ กัน เปรียบเสมือนการศัลยกรรมดึงหน้า แบบไม่ต้องผ่าตัดเลยครับ
ภาพแสดงระยะของการลงลึกถึงชั้นผิวได้ 3 ระดับ
- ส่งพลังงานลงลึกระดับ 4.5 mm. ไปยัง ชั้นกล้ามเนื้อส่วนบน (SMAS) ปรับโครงสร้างให้เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อส่วนบนเกิดการเรียงตัวในแนวเดียวกันให้ผิวยกกระชับขึ้น

- ส่งพลังงานลงลึกระดับ 1.5 mm. ไปยัง เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง (Superficial Dermis) และ ระดับ 3.0 mm. ไปยัง เนื้อเยื่อผิวหนังชั้นลึก (Deep Dermis) กระตุ้นการทำงานของคอลลาเจน และ เส้นใยอีลาสติน เพื่อคงดุลยภาพของผิวหนัง ลดเลือนริ้วรอย ฟื้นฟูผิวท่เสื่อมสภาพ ให้กลับสู่สภาพปกติ ดูอ่อนเยาว์ขึ้น


Q : HIFU - ULTRA LIFT เหมาะกับใคร ? สามารถรักษาปัญหาอะไรได้บ้าง?
A: เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวทุกคน ซึ่งทรีทเม้นต์ Ultra Lift สามารถรักษาปัญหาผิวได้ครอบคลุมตามนี้ครับ
- ริ้วรอยใต้ตา หางตา
- ริ้วรอยหน้าผาก
- ปรับโครงหน้า
- ปรับกรอบหน้า
- ปรับหน้าเรียว
- ยกคิ้ว
- ยกหนังตา
- ร่องแก้ม
- มุมปาก
- คางสองชั้น
- รอยเหี่ยวย่น บริเวณลำคอ
- เหนียง
- ผิวหน้าที่ไม่กระชับ หย่อนคล้อย ไม่เรียบ
- รูขุมขนไม่กระชับ
Q: ปัญหาพวกนั้น ก็ใช้วิธีอื่นได้ ทำไมต้อง HIFU ต่างจากเครื่องมืออื่นๆอย่างไร
A: แต่ละวิธีก็แตกต่างกันไปครับ ถ้าเทียบกับทรีทเม้นต์อื่นๆ แล้ว HIFU ก็มีข้อดีหลายอย่าง
- เพราะ HIFU ช่วยยกกระชับผิวได้ที่เนื้อเยื่อเหนือกล้ามเนื้อ (SMAS) ซึ่งเทคโนโลยีอื่น ๆ ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้ ยกเว้นการทำศัลยกรรมเท่านั้นครับ
- วิธีนี้ละเอียดกว่าร้อยไหม เพราะคลื่นอัลตราซาวน์ สามารถลงไปทำงาน ครอบคลุมพื้นผิวมากกว่า การร้อยไหม
- ได้ผลการรักษาที่แน่นอนกว่า เพราะหมอสามารถกำหนดความลึกจากหัว tip แต่ละระดับได้อย่างแม่นยำ
- การรักษาไม่เจ็บ อาจทาหรือไม่ทายาชาก็ได้ (แนะนำให้ทา เพื่อความสบายในขณะทำทรีทเม้นต์) ระหว่างทำไม่ทรมาน ไม่ต้องพักฟื้น ไม่มีรอยแดง ไม่บวม ไม่ช้ำ ไม่เกิดรอยแผล ไม่มีรอยไหม้ หลังรักษาสามารถทำกิจกรรมตามปกติได้เลย และแต่งหน้าได้เลยทันทีครับ
- ปล่อยพลังงานได้อย่างรวดเร็ว ลงลึก และ แผ่กว้าง ทำให้พลังงานถูกส่งลงสู่ผิวได้อย่างตรงจุด โดยมีระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับความร้อน ที่เหมาะสมต่อบริเวณที่ทำ จึงไม่ทำลายของเนื้อเยื่อโดยรอบ
- ผลการรักษาจะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนด้วย ถ้าเทียบกับพวก Toxin หรือฟิลเลอร์ที่ผลการรักษาจะค่อยๆ ลดลง
- สามารถรักษาร่วมกับทรีทเม้นต์ อื่นๆ ได้ เช่นผู้ที่เคยผ่านการฉีดฟิลเลอร์หรือการร้อยไหมมา ก็สามารถทำ HIFU ได้เช่นกัน เนื่องจากเทคโนโลยีชนิดนี้ จะส่งผลต่อเซลล์ผิวชั้นลึก ซึ่งเป็นคนละชั้นกับกลุ่ม ฟิลเลอร์ Toxin หรือพวกไหม เพียงแค่ควรเว้นระยะ 1-2 เดือน แล้วค่อยรักษาด้วย HIFU ก็จะยิ่งทำให้ใบหน้าดูกระชับ ได้รูปและช่วยเสริมให้เกิดการรักษาตัว ให้หายเร็วขึ้นครับ

รูปเปรียบเทียบพลังงานของทรีทเม้นต์แต่ละประเภท
Q: ผลจากการรักษา HIFU - ULTRA LIFT ?
A: ผลของการทำขึ้นกับสภาพโครงสร้างผิวและใบหน้าแต่ละคนด้วยครับ เพราะผลที่ได้คือการกระตุ้นการสร้าง collagen คุณจะเห็นผลจากการทำตั้งแต่ครั้งแรก ประมาณ 20% - 30% และจะค่อยๆ เห็นผลการรักษาเรื่อยๆ เนื่องจากเนื้อเยื่อและคอลลาเจนใหม่ จะเกิดขึ้นสมบูรณ์หลัง 1-3 เดือน และจะเห็นผลอย่างชัดเจน อย่างต่อเนื่อง หลังการรักษาประมาณ 1-3 เดือน ผลการรักษาจะอยู่ได้ประมาณ 1 ปีครับ



เพื่อผลการรักษาที่ดีขึ้น และน่าพอใจมากที่สุด ควรทำซ้ำ ทุก 6 เดือน
** จากการสอบถามผู้ที่ใช้บริการจริง สำหรับทรีทเม้นต์ eyebrow lifting พบว่า 9 ใน 10 คนที่ได้รับการรักษา จะสามารถรับรู้ถึงผลการรักษาอย่างชัดเจนว่า คิ้วยกขึ้น ทำให้ดวงตาดูโตขึ้น เพิ่มความอ่อนเยาว์บนใบหน้า นอกจากนี้แล้วยังรู้สึกว่าผิวตึง รูขุมขนเล็กลง ผิวยกกระชับ เรียบเนียนขึ้นทั้งบริเวณหน้า และคอ โดยไม่ต้องทำศัลยกรรม
Q: HIFU ปลอดภัยหรือเปล่า ?
A: เทคโนโลยีอัลตร้าซาวด์ได้ถูกนำมาใช้ในการรักษาทางการแพทย์มานานกว่า 50 ปี และมีการใช้ HIFU โดยแพทย์ผิวหนัง ทั่วโลกมามากกว่า 3,000 ราย พบว่ามีความปลอดภัยสูง และเป็นที่ยอมรับถึงประสิทธิภาพและผลการรักษาอย่างมาก ที่สำคัญตัวเครื่องผ่านการรับรองมาตรฐาน อย เรียบร้อยแล้ว
Q : ได้ยินมาว่าคลื่น ULTRASOUND ทำให้เกิดมะเร็ง
A : ไม่เกิดแน่นอน หลายคนคงสับสนเพราะจริงๆ คลื่นที่ทำอันตรายต่อผิวนั้นเป็นultraviolet ไม่ใช่ ultrasound และจริงๆ แล้วคลื่น ultrasound มีใช้มานานมากกว่า 50 ปี แล้ว และที่เรารู้จักกันดี คือใช้เพื่อตรวจครรภ์ เพราะฉะนั้นมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย ได้เลยครับ
Q : หยุดทำแล้วเหี่ยวเพิ่มเลยไหม
A : ไม่ครับ จริงๆ การดูแลผิวก็เหมือนการออกกำลังกาย ถ้าหยุด ร่างกายก็ยังแข็งแรงจากการออกกำลังกายที่ผ่านมา แล้วก็ค่อยๆ อ่อนแอลง เช่นเดียวกัน หลังการทำ Ultra Liftแล้วภายใน 1 ปี ถ้าไม่ได้ทำซ้ำเลย ผิวก็จะเริ่มกระบวนการเสื่อมตามปกติของร่างกายครับ
Q : ควรทำช่วงอายุเท่าไร
A : เริ่มอายุเท่าไรก็ได้ครับ ถ้ารู้สึกผิวหย่อนคล้อยก็สามารถทำได้ครับ เพราะไม่มีอันตรายใดๆ ถ้าจะให้ตอบว่าไม่ควรทำอายุเท่าไรจะง่ายกว่า หมอขอตอบว่าคือกลุ่มวัยรุ่น 18-28 อาจจะยังไม่ควรทำ Ultra Lift เพราะยังไม่มีปัญหาผิวที่แท้จริง ที่จริงแล้วกลุ่มนี้จะเห็นผลดีนะครับ เพราะผิวยังแข็งแรง แต่ที่ไม่แนะนำเพราะมักจะไม่พบปัญหาผิวอะไรชัดเจน ยังไม่เหี่ยว ยังไม่มีริ้วรอย ผลจากการรักษาก็เลยยังไม่เห็นชัดเจน อีกกลุ่มที่หมอไม่แนะนำเลยคือกลุ่มอายุ 50 ขึ้นไป เนื่องจากกลุ่มนี้ ผิวในชั้น SMAS จะไม่แข็งแรงแล้ว เมื่อทำทรีทเม้นต์ก็จะไม่เห็นผลเท่าที่ควรครับ เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้ผิวมีปัญหา หย่อนคล้อยมากๆ แล้วค่อยมารักษานะครับ
แต่ช่วงอายุที่หมอแนะนำ และเป็นกลุ่มที่น่าจะเห็นผลการรักษาที่ดีมากคือ ช่วงอายุ 30-45 เพราะกลุ่มนี้ ผิวชั้น SMAS ยังมีความแข็งแรง ไม่หย่อนมากเกินไปครับ เมื่อทำทรีทเม้นต์ Ultra Lift แล้วผิวจะตอบสนองดีครับ
Q : ระยะเวลาในการรับบริการ ULTRA LIFT
A : 30 – 60 นาที โดยประมาณ ขึ้นกับบริเวณที่ทำ และปัญหาผิวของแต่ละท่านครับ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด หมอแนะนำให้ทำปีละ 2 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างจากการทำครั้งแรกอย่างน้อย 3 เดือน เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมที่ผิวได้รับการกระตุ้นให้เกิดการเรียงตัวของคอลลาเจน และ อีลาสตินใหม่ได้อย่างสมบูรณ์
Q : หลังการทำจะรู้สึกอย่างไร
A : ผิวอาจจะเกิดอาการแห้ง หรือ ลอกบ้างเล็กน้อย ถือว่าเป็นเรื่องปกติครับ หลังการทำ Ultra Lift ควรดื่มน้ำมากๆ ทาครีมบำรุงให้ชุ่มชื้น และทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปครับ
Q : ต้องดูแลผิวอย่างไร หลังการทำ ULTRA LIFT
A : ผิวอาจแดง หรือลอกบ้างเล็กน้อย หากมีอาการปวด ก็ทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการได้ครับ
หลังทำ HIFU ควรเว้นการนวดหน้า หรือถูผิวหน้าแรงๆ
หลังการทำ HIFU ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ หรือสูบบุหรี่ เพราะเป็นตัวการหลักที่ทำลาย คอลลาเจนครับ
หลักการทำ HIFU สามารถทำทรีทเม้นต์อื่นๆ ได้ทันทีครับ เช่น การฉีด toxin การฉีดฟิลเลอร์ การฉีดเมโส เพราะมันอยู่คนละชั้นผิวครับ
แต่หลังการฉีด Toxin ฟิลเลอร์ หรือเมโส ให้เว้นการทำ HIFU ไปก่อนประมาณ 1 เดือนครับ เพราะ HIFU มีเรื่องความร้อนเข้ามาเกี่ยวข้องอาจทำให้สารที่ฉีด สลายไปเร็วขึ้นครับ
Q : ใครที่ไม่เหมาะกับการทำ ULTRA LIFT
A : ผู้ที่เป็นสิวขั้นรุนแรง หรือสิวอักเสบเรื้อรัง ควรรักษาสิวให้หายก่อนครับ
รูปก่อนและหลังทำทรีทเม้นต์ Ultra Lift






ความจริงเกี่ยวกับสเต็มเซลล์บำบัด
Stem cell therapy
สเต็มเซลล์คืออะไร
เซลล์ถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุดในร่างกายมนุษย์ โดยประมาณแล้ว คนเราจะมีเซลล์อยู่ถึง100 ล้านล้าน เซลล์ ประกอบเป็นอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเรา เซลล์เหล่านื้ทำหน้าที่ต่างกัน เพื่อให้ร่างกายทำงานอย่างเป็นระบบ เช่นการเต้นของหัวใจ การคิดในสมอง การกรองเลือดในไต หรือการทดแทนเซลล์ของผิวหลังจากที่แซลล์เก่าลอกออก เป็นต้น

รูปแสดงเซลต่างๆ ในร่างกาย
สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือเซลล์ต้นกำเนิด คืออะไร
เซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์คือเซลล์ชนิดพิเศษ ที่พบในร่างกายของคนเรา โดยพบได้ทุกช่วงเวลาของการเจริญเติบโตในสิ่งมีชีวิต สเต็มเซลล์ (เซลล์ต้นกำเนิด) มีศักยภาพ สามารถแบ่งตัวได้อย่างไม่จำกัด และสามารถเปลี่ยนแปลง ไปเป็นเซลล์ได้เกือบทุกชนิด ในร่างกาย เช่น เซลล์ผิวหนัง สมอง หัวใจ กล้ามเนื้อ และเซลล์เม็ดเลือด มีหน้าที่สำคัญในการทดแทน และซ่อมแซมเซลล์ที่เสื่อมสภาพในร่างกาย
ทำไมสเต็มเซลล์ถึงสำคัญสำหรับสุขภาพของคุณ
โดยปกติแล้ว เมื่อร่างกายเติบโตจากวัยเด็กสู่ผู้ใหญ่ เซลล์ที่เคยแข็งแรงก็จะค่อยๆ อ่อนแอลง ทำให้ร่างกายเจ็บป่วย หรือแสดงอาการผิดปกติออกมาครับ ในทุกๆ วัน ร่างกายของคนเรา จะมีการตายของเซลล์ เกิดขึ้น เช่น เซลล์เม็ดเลือดแดงจะมีอายุเพียง 120 วัน เซลล์ผิวหนังมีอายุ 28 วัน
และในเวลาที่เราบาดเจ็บหรือป่วย เซลล์ของเราก็บาดเจ็บหรือตายด้วย เมื่อเหตุการณ์พวกนี้เกิดขื้น สเต็มเซลล์ก็จะเตรียมพร้อมทำหน้าที่ซ่อมแซมบาดแผล และสร้างแซลล์ใหม่ เพื่อมาทดแทนแซลล์เก่า ที่ตายไปตามเวลา เพราะฉะนั้นสเต็มเซลล์สำคัญกับร่างกายเรามากๆ เพราะมันทำหน้าที่ช่วยป้องกันไม่ให้เราแก่ก่อนอายุ สเต็มแซลล์ก็เป็นเหมือนกองทัพแพทย์ตัวเล็กๆ ในร่างกายเราเลยครับ

รูปแสดง embryonic stem cells ที่ได้จากมนุษย์ โดยสเปริมผสมกับไข่ และเกิดเป็นตัวอ่อน (embryo)
ในคนที่ยังอายุน้อย สเต็มเซลล์จะสามารถแบ่งตัวมาทดแทน เซลล์ที่ตายเหล่านี้ ได้ทันไม่มีปัญหา แต่สำหรับคนที่อายุมากขึ้น ปริมาณสเต็มเซลล์ก็มีน้อยลง ทำให้การทดแทนเซลล์น้อยลง ร่างกายก็จะค่อยๆ เสื่อม ไปในทุกอวัยวะ หรือที่เรามักเรียกกันว่าโรคชราครับ
ทำไมคนหันมาสนใจสเต็มเซลล์
มีการศึกษาถึงจำนวนของสเต็มเซลล์ในผู้ป่วยโรคหัวใจ โรงเบาหวาน และโรคเรื้อรัง พบว่า จำนวนเซลล์ต้นกำเนิดของผู้ป่วยกลุ่มนี้ มีจำนวนน้อยกว่าคนปกติ อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสรุปได้ว่าสเต็มเซลล์ของผู้ป่วยคงจะได้รับผลกระทบจากโรค เช่นเดียวกับเซลล์อื่นๆ ทำให้เกิดความคิดว่า ถ้าเราสามารถเพิ่มจำนวนสเต็มเซลล์ให้กับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ก็อาจจะช่วยป้องกันโรค หรือทำให้โรคที่เป็นอยู่ดีขึ้นได้

รูปแสดงลักษณะของเซลล์แต่ละชนิดในร่างกาย
ด้วยเหตุผลข้างต้น แพทย์จึงให้ความสนใจเรื่องสเต็มเซลล์ โดยมีความหวังว่า อาจจะสามารถนำมาช่วยรักษาโรคต่างๆ ในมนุษย์ได้ ควบคู่กับการรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียว
สเต็มเซลล์ เกิดขึ้นเมื่อไร
การใช้สเต็มเซลล์ เพื่อรักษาโรค มีมานานมากแล้วนะครับ เกินกว่า 90 ปีละครับ เริ่มแรกคือสกัดจากสัตว์
โดยนายแพทย์ พอล นีฮาน ซึ่งได้รับยกย่อยให้เป็นบิดาของการทำ live cell therapy เริ่มแรกโดยการเอาเซลล์จากตัวอ่อนของแกะ มาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เพื่อช่วยรักษาฟื้นฟู โดยมีผลเป็นที่น่าพอใจ และวิธีดังกล่าวได้รับการจัดเป็นหนึ่งในการรักษา ของแพทย์ทางเลือก (Alternative Medicine) ที่ได้รับการยอมรับจากหลายประเทศ

รูป Dr.Paul Niehans
เคยได้ยินว่า การใช้สเต็มเซลล์เป็นสิ่งผิดจริยธรรม
ในระยะแรกๆ สเต็มเซลล์ที่นักวิทยาศาสตร์พบ เป็นสเต็มเซลล์ที่แยกมาจากไข่ ที่ได้รับการปฎิสนธิแล้ว (สเต็มเซลล์จากตัวอ่อน) โดยเอามาเพาะให้เป็นเซลล์ต่างๆ ได้แทบทุกชนิดครับ แต่จากการที่ไข่ได้รับการปฎิสนธิแล้ว ถือว่าชีวิตกำเนิดแล้ว ทำให้เกิดข้อโต้แย้งทางศีลธรรมอย่างมาก (ประธานาธิบดี จอร์จ บุช ถึงกับออกกฎหมาย ปฎิเสธทุนวิจัยทางด้าน embryonic stem cell เลยครับ) แต่ในปัจจุบันก็มีผู้ที่สนับสนุน และเห็นว่าไข่ที่ได้รับการปฎิสนธิแล้ว เพียง 5 วัน ยังไม่ได้สร้างอวัยวะใดๆ ไม่ถือว่ามีชีวิต และปัจจุบันการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ สามารถนำมาจากอวัยวะอื่นๆ ที่ไม่ใช่ไข่ได้อีกมากมาย ทำให้เรื่องความรู้สึกผิดจริยธรรม ค่อยๆ เบาบางลง (และประธานาธิบดี โอบามา ก็ออกมาแก้กฎหมายดังกล่าว เรียบร้อยแล้วครับ)
แต่เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นคว้าจนพบว่า มีแหล่งของสเต็มเซลล์อื่นๆ ที่สามารถนำมาศึกษาวิจัยได้ โดยสเต็มเซลล์เหล่านี้เรียกว่า Adult Stem Cells หรือสเต็มเซลล์เต็มวัย เช่นสเต็มเซลล์จากเลือด, สายสะดือ, รก, ไขกระดูก เป็นต้น

รูปแสดง บริเวณต่างๆ ของร่างกาย ที่เราสามารถเอา stem cell มาใช้ได้
หลักการทำงานของสเต็มเซลล์เป็นยังไง
กลไกการทำงานของสเต็มเซลล์นั้น เกิดหลังจากเซลล์ถูกฉีดเข้าสู่ร่างกาย เซลล์จะเดินทางไปที่อวัยวะที่เป็นแหล่งต้นกำเนิด เช่น เซลล์หัวใจจะวิ่งไปที่หัวใจ เซลล์ปอดจะไปที่ปอด เซลล์ตับก็จะกลับไปที่ตับ และเมื่อพบว่าเซลล์ของอวัยวะดังกล่าวเสื่อม สเต็มเซลล์ก็จะสร้างสารชีวภาพ หลากหลายชนิดขึ้นมา ซ่อมแซมเซลล์เก่า หรือเซลล์ที่เสื่อมเหล่านั้น

การทำงานหลักๆ ของ stem cell
ความแตกต่างของสเต็มเซลล์และเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย
ย้ำอีกทีนะครับ ความแตกต่างของสเต็มเซลล์และเซลล์ต่างๆในร่างกาย ต่างกันตรงที่ความสามารถ ในการแบ่งตัวของเซลล์ สเต็มเซลล์เป็นเซลล์ที่แบ่งตัวได้ไม่จำกัด ในเวลานาน ในขณะที่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ไม่สามารถแบ่งตัวได้ กล่าวคือไม่สามารถรักษา หรือพัฒนาเซลล์ตัวเอง ให้กลับมามีสภาพเหมือนปกติ หรือซ่อมแซมตัวเองได้นั่นเองครับ แต่เนื่องจากระยะเวลา ในการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ ในห้องปฎิบัติการนั้น ค่อนข้างยุ่งยาก และใช้เวลานาน เพราะในหนึ่งครั้งของการรักษา ด้วยการฉีดสเต็มเซลล์เข้าสู่ร่างกายนั้น ใช้ปริมาณของเซลล์เป็นจำนวนมาก ความต้องการใช้จึงมากกว่ากำลังผลิต ทำให้ราคาค่อนข้างสูง และยังไม่เป็นที่แพร่หลายในปัจจุบัน
ตกลงว่าสเต็มเซลล์มีกี่ประเภทกันแน่
1 Embryonic Stem Cell เป็นเซลล์ตัวอ่อนของมนุษย์
เซลล์พวกนี้คือ “สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์” (Embryonic Stem Cell) ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ตื่นเต้นกับสเต็มเซลล์ตัวอ่อน เพราะว่าหน้าที่ของสเต็มเซลล์ตัวอ่อน เป็นเหมือนเซลล์ต้นกำเนิดที่มีความสามารถที่จะถูกพัฒนาไปเป็นเซลล์อื่นๆ ของร่างกายได้ สามารถสร้างทุกอวัยวะ รวมทั้งเนื้อเยื่อในร่างกายได้ทั้งหมด ทำให้สเต็มเซลล์อ่อน มีคุณสมบัติที่สามารถรักษาโรคที่เซลล์เสื่อมได้แทบทุกชนิด สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนที่นักวิทยาศาสตร์เอามาใช้ ส่วนใหญ่ได้มาจากเซลล์ที่เหลือจากการทำกิ๊ฟ จากถุงน้ำคล่ำ เซลล์ที่เหลือเหล่านี้ถ้าไม่ใช้ก็จะถูกโยนทิ้งไปอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่เป็นที่ยอมรับเท่าไรครับ เนื่องจากยังมีข้อครหาหลายๆ จุด โดยเฉพาะด้านกฏหมาย และจริยธรรมครับ

รูปแสดง embryo stem cell
2 Adult Stem Cell เป็นเซลล์เนื้อเยื้อโตเต็มวัย โดยนำมาจากหลากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็น ไขสันหลัง ฟัน ไขมัน เลือด ของเราเอง นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแต่ละอวัยวะ จะมีสเต็มเซลล์ ที่เฉพาะเจาะจง สำหรับอวัยวะนั้นๆ ครับ ตัวอย่างเช่นเลือดของเรา ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากสเต็มเซลล์ ที่อยู่ในไขกระดูก ซึ่งในปัจจุบันมีการนำมาใช้ในวงการความงามกันอย่างกว้างขวาง เช่นการเสริมหน้าอก การปรับรูปหน้า การฉีดเติมเต็ม

รูปแสดง adult stem cell จากส่วนต่างๆ ของร่างกาย
สเต็มเซลล์จากเซลล์ตัวอ่อน กับตัวเต็มวัยต่างกันยังไง
จำง่ายๆ เลยครับ เซลล์เด็กยังไม่โตทำให้หน้าที่หลักๆ คือ แบ่งตัวเพื่อขยายขนาด และเพิ่มจำนวน ทำให้ร่างกายแต่ละส่วนโตขึ้น ส่วนเซลล์เต็มวัย จะไม่ทำหน้าที่แบ่งตัวละครับ แต่จะหันมาซ่อมแซมเซลล์ที่อักเสบ บาดเจ็บ หรือเสียหาย ให้กลับมาทำงานปกติครับ เพราะฉะนั้นต่างกันดังนี้ครับ
1 เซลล์ตัวอ่อน สามารถพัฒนาไปเป็นอวัยวะ ต่างๆ ในร่างกายได้
2 เซลล์โตเต็มวัย ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นอวัยะต่างๆ ได้ แต่เน้นรักษาฟื้นฟูเซลล์ที่บาดเจ็บ เสียหาย
3 เลือดจากน้ำคล่ำ ตัวนี้มันก็คล้ายกับเซลล์ตัวอ่อน ซึ่งสามารถพัฒนาไปเป็นแบบอื่นๆ ได้
แล้วที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เอาสเต็มเซลล์มาจากไหน
ถ้าเป็น Embryonic Stem Cell สามารถเก็บได้จากตัวอ่อน แต่การนำ embryonic stem cellมาใช้เสมือนเป็นการฆ่าตัวอ่อน จึงมีหลายๆ กลุ่มที่ไม่ยอมรับครับ แถมต่อต้านว่าผิดจริยธรรม ปัจจุบันเราจึงหันมาให้ความสนใจกับ Adult Stem Cell ซึ่งได้มาจากหลายแหล่ง เช่น เลือด ไขกระดูก เลือดจากสายรก (สายสะดือ) ไขมัน ฟันน้ำนม เรียกได้ว่า สามารถหาได้จากเกือบทุกอวัยวะในร่างกาย แต่แหล่งที่เอามา ก็จะมีข้อดี ข้อเสียในการนำมาใช้ แตกต่างกันไป
Stem Cell จากเลือด
เลือดของเราปกติ จะมี stem cell อยู่แล้วแต่ปริมาณน้อยมาก หากเราต้องการเร่งให้ไขกระดูกปล่อย stem cell ออกมาสู่ระบบเลือดให้มากขึ้น เราจะฉีด ยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว ที่เรียกว่า G-CSF (Granulocyte Colony Stimulating Factor) ข้อดีของวิธีนี้คือ เราสามารถเก็บ Stem Cell ได้ตามจำนวนที่ต้องการ แต่ข้อเสียคือ อาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา G-CSF และ stem cell ที่ได้จะมี T-cell ซึ่งเสมียนหน่วยความทรงจำว่าร่างกายเคยเป็นโรคอะไรมาแล้ว T-cell นี้อาจทำให้ร่างกายไม่ยอมรับการปลูกถ่าย และยิ่งอายุมากขึ้น ศักยภาพของ Stem cell ในร่างกายก็ลดลงครับ

รูปแสดง สเต็มเซลล์จากเลือด
Stem cell จากเลือดในสายรก
การเก็บเลือดจากสายรก จะทำได้แค่ช่วงที่เด็กแรกคลอดเท่านั้น ข้อดี คือมีปริมาณ T-cellน้อยมาก เพราะเด็กยังไม่เคยสัมผัสโรค วิธีการจัดเก็บง่าย ไม่มีความเจ็บปวดทั้งแม่และเด็ก แต่ข้อเสียคือปริมาณที่เก็บได้มีจำนวนน้อย จึงไม่เพียงพอต่อการใช้งานในหลายๆ กรณี

รูปแสดง สเต็มเซลล์จากสายรก
Stem cell จากไขกระดูก
ไขกระดูกถือเป็น แหล่งผลิตสเต็มเซลล์ เลยก็ว่าได้เพราะในกระดูกคนเรามี Stem cell มากเพียงพอ ที่จะเอามาใช้ ซึ่งในปัจจุบันการรักษาด้วยวิธีนี้ ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวาง หลายๆ คนคงเคยได้ยินเรื่องการปลูกถ่ายไขกระดูกใช่ไหมครับ ปัจจุบันแพทย์สภาก็ให้การยอมรับเรื่องการรักษาโรคในระบบเลือดต่างๆ เช่น ลูคีเมีย หรือ มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคไขกระดูกฝ่อ โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย โรคภูมิต้านทานผิดปกติบางชนิด และโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของระบบเลือด แต่วิธีการนำมาใช้ยุ่งยาก และค่อนข้างเจ็บครับ โดยแพทย์ต้องวางยาสลบ เพื่อเจาะเข้าไปในกระดูกเชิงกรานให้ถึงไขกระดูก แล้วดูด stem cell ที่อยู่ในโพรงไขกระดูกออกมา คนไข้ต้องใช้เวลาพักฟื้นต่อที่บ้าน 5-7 วัน

รูปแสดง สเต็มเซลล์จากไขกระดูก
สเต็มเซลล์ แบบไหนที่สามารถใช้ได้อย่างมั่นใจ และปลอดภัย
ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง ทำให้มีการพัฒนาการสกัด Stem Cell ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัจจุบันแหล่งของ Stem Cell ที่ได้รับการยอมรับว่านำมาใช้ได้ผลมากที่สุด ถูกสกัดมาจากไขกระดูก เพราะคือแหล่งผลิต สเต็มเซลล์อยู่แล้ว ทำให้เซลล์ที่ได้จากไขกระดูก เป็นเซลล์ใหม่ที่มีคุณภาพมากที่สุด และมีการใช้ stem cell จากไขกระดูกมากนานกว่า 10 ปีแล้ว
สำหรับ stem cell ที่ได้จากไขกระดูก คือสเต็มแซลล์จากเนื้อเยื้อ ที่โตเต็มวัยแล้ว (Adult Stem Cell) จึงมีความปลอดภัย และมั่นใจได้ว่าเป็นเซลล์ เฉพาะเจาะจง สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์เฉพาะ ในเนื้อเยื่อนั้นๆ เท่านั้น ในปัจจุบันโรคที่ทางการแพทย์ยอมรับ และให้การรับรองว่าสามารถ ใช้เซลล์ต้นกำเนิดในการรักษา คือโรคในกลุ่มโรคที่เกิดจากความผิดปกติ ในระบบเลือด เช่นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลูคีเมีย โรคโลหิตจาง หรือทาลัสซีเมีย ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยวิธีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูก ทำให้วงการแพทย์ มั่นใจ ใน stem cell ที่ได้จากไขกระดูก มากกว่าแบบอื่นๆ
แล้วเซลล์ต้นกำเนิดมีเซนไคม์ (MESENCHYMAL STEM CELL) คืออะไร
นักวิทยาศาสตร์พบว่า ในไขกระดูก ยังมีสเต็มเซลล์อีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Mesenchymal stem cell (MSC) ซึ่งเป็นเซลล์ที่แยกมาจากไขกระดูกซึ่งสามารถแบ่งตัวเองได้ มีลักษณะและคุณสมบัติคล้ายเซลล์ Fibroblast (เซลล์ชนิดหนึ่งที่มีหน้าที่สร้าง คอลลาเจนในชั้นผิวหนัง) ซึ่งเมื่อฉีดเข้าไปในไตของ quinea-pigs จะกระตุ้นให้เกิดเนื้อเยื้อกระดูก และเซลล์ไขกระดูอยู่ภายในเนื้อไตได้ ซึ่งในภายหลัง เซลล์ต้นกำเนิดชนิดนี้ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น mesenchymal stromal cell หรือ mesenchymal stem cell (MSC) และนักวิทยาศาสตร์ได้พบว่า นอกจากไขกระดูกแล้ว เรายังสามารถเพาะเลี้ยง MSC ได้จากสายสะดือ จากรก จากฟันน้ำนม จากเซลล์ไขมัน จากผิวหนัง จากฟันน้ำนม และแม้แต่เลือดประจำเดือน เซลล์ MSC นี้ ถ้าได้รับการเลี้ยงในภาวะที่เหมาะสม จะสามารถเจริญไปเป็น เซลล์ไขมัน เซลล์กระดูก และเซลล์กระดูกอ่อนได้
เซลล์ต้นกำเนิดมีเซนไคม์ (MESENCHYMAL STEM CELL) มีความพิเศษยังไง
คุณสมบัติพิเศษประการหนึ่งของ MSC คือความสามารถในการที่จะเดินทางไปยังแหล่ง ที่มีการอักเสบ และสร้างสารชีวภาพที่ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื้อ, ต้านการอักเสบ และปรับสมดุล ภูมิต้านทานของร่างกาย จึงได้มีการศึกษาถึงคุณสมบัติของ MSC ที่ได้จากการเพาะเลี้ยง ในการรักษาและป้องกันโรค ในกลุ่มภูมิคุ้มกันไวเกิน (autoimmuene disease) ตัวอย่างเช่น การใช้ MSC เพื่อป้องกันการเกิดภาวะ GvHD และลดการเกิด graft rejection ในผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูก ยังสามารถใช้ในการรักษาโรคทางสมอง ที่เรียกว่า Multiple Sclerosis โรครูมาตอยด์, Crohn’s Disease, และใช้แทน anti-interleukin receptor ในคนที่ปลูกถ่ายไต


เป็นที่ทราบดีว่าโรคส่วนใหญ่เกิดจากการอักเสบเรื้อรัง (Chronin Inflammation) ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดแข็งตัว โรคสมองเสื่อม โรคหลอดเลือดสมองแตก หรือแม้แต่โรคมะเร็ง ก็เกิดจากการอักเสบเรื้อรังทั้งสิ้น จึงมีผู้นำ MSC ไปใช้เพื่อลดการอักเสบในภาวะดังกล่าว เช่น ฉีดเข้าหลอดเลือด ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ หรือสมองขาดเลือด ใช้ฉีดเข้าข้อเข่า ในผู้ป่วยที่มีปัญหาข้อเสื่อม ซึ่งผลการวิจัยหลายๆ ตัวก็ออกมาในแง่ บวก และในต่างประเทศถึงขั้นจดทะเบียนและสามารถนำมาใช้ในการรักษาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
แต่ทั้งนี้ แพทย์สภาในประเทศไทย ก็ยังไม่ยินยอมให้นำมารักษากันอย่างถูกต้องนะครับ เพียงแต่เปิดกว้างไว้ว่าเป็นแพทย์ทางเลือกเท่านั้น ดังนั้นถ้าท่านที่สนใจคงต้องลองพิจารณากันถี่ถ้วนนะครับผม ^^
“วิวัฒนาการขั้นสูงสุด กับการยกกระชับผิว โดยไม่ต้องผ่าตัด ผลลัพธ์เทียบเท่าการผ่าตัดดึงหน้า”
เจาะลึก FACE LOCKED BY AIR JET ดึงหน้า โดยไม่ต้องศัลยกรรม
Face Locked by Air Jet นับว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดในเรื่องของการยกกระชับ ผลลัพธ์ที่ได้เสมือนการผ่าตัดศัลยกรรม เป็นการใช้แรงดันอากาศพลังงานสูงมาก ส่งผ่านสารอาหารผิวนับล้านเข้าสู่ผิวในชั้น SMAS ทำให้เกิดการฟื้นฟู และซ่อมแซมใต้ชั้นผิว ถือเป็นการพลิกโฉมการยกกระชับ ด้วยการพัฒนา นวัตกรรมที่ไม่ใช้ความร้อน ในการยกกระชับผิว
Face Locked by Air Jet เป็นนวัตกรรมใหม่ที่เปลี่ยนวิธีการรักษาปัญหาริ้วรอย และผิวหย่อนคล้อยอย่างสิ้นเชิง !!!! ทำให้เกิดการฟื้นฟูผิว อย่างทันทีทันใด ด้วยกระสุนของสาร solution จำนวนมหาศาลที่ลงสู่ชั้นผิวชั้นลึกเป็นวงกว้าง แบบ 3 มิติ ทำให้ผลที่ได้ดีขึ้นกว่าเทคโนโลยีเก่าๆ
การยกกระชับมีหลากหลายเทคโนโลยี
ไม่ว่าจะเป็น Toxin การฉีดฟิลเลอร์ ที่เรารู้จักกันมา แต่หลักการที่หวังผลระยะยาว ของการยกกระชับ คือการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งโดยปกติแล้ว เราจะคุ้นเคยกับเทคนิคการใช้ความร้อน เข้ามากระตุ้นการสร้างคอลลาเจน แต่เทคนิคการใช้ความร้อนนี้ อาจจะส่งผลเสียต่อผิวในระยะยาว ไม่ว่าความร้อนจะมากหรือน้อย ยังไงซะคงจะดีกว่าถ้าเทียบกับการที่ไม่ใช้ความร้อนเลย แต่ตอนนี้เรามีนวัตกรรมยกกระชับผิวใหม่ล่าสุด ไม่มีความร้อนมาเกี่ยวข้องเลยแม้แต่นิดเดียว

สำหรับ เทคนิคการยกกระชับของ Air Jet นั้น เรียกว่า เทคโนโลยี Jet Bullet Effect เป็นการส่งยา และ สารอาหารผิวที่จำเป็นต่างๆ ลงไปในชั้นผิวหนังแท้ ด้วยการส่งผ่านสารอาหารผิว ด้วยควาเร็วที่สูงมาก คล้ายกระสุนนาโน ความเร็วของ เจทอยู่ที่ 150 m/sec ผ่านผิวทำให้เกิดจุดเล็กๆ บนผิวชั้นบน ขนาด 200 micron (ซึ่งถือว่าเล็กมากๆ ) โดยสารอาหารและตัวยาต่างๆ จะกระจายออกรอบทิศทาง เกิดบาดแผลเล็กๆ แบบ 3D Subcision เพื่อการกระตุ้นการฟื้นฟูผิวและ คอลลาเจนใหม่ในบริเวณกว้าง คิดเป็นพื้นที่ 1.2 ตารางเซนติเมตร โดยไม่มีการใช้ความร้อน เข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ในระหว่างการฟื้นฟูสภาพผิว ผิวจะมีการดูดซึมสารอาหารเข้าไปด้วย ทำให้ได้ ชั้นผิวใหม่ที่หนาตัวขึ้น เต่งตึง และชุ่มชื้น ชั้นผิวใหม่จะช่วยดึงรั้ง อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ผิวและรูปหน้าที่หย่อนคล้อยกระชับขึ้นได้

สำหรับการยกกระชับแล้ว ชั้นผิวหนังที่เรา focus ก็สำคัญคะ หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า ชั้นผิวหนัง SMAS ใช่ไหมคะ

ผิวหนังเรามีหน้าตาแบบรูปด้านบน ซึ่งแบ่งเป็นชั้นต่างๆ หลากหลาย แต่ที่เราให้ความสำคัญกับชั้นเนื้อเยื่อ SMAS (Superficial MusculoAponeurotic system) เนื่องจากเป็นชั้นที่แพทย์ผ่าตัดศัลยกรรมเพื่อการดึงหน้าให้ยกกระชับคะ ชั้นเนื้อเยื้อ SMAS ซึ่งเป็นแผ่นเนื้อเยื่อพังผืด มีความเหนียว และหนา อยู่บริเวณใต้ชั้นไขมันผิวหนัง ชั้น SMAS นี้มีความสัมพันธ์กับผิวหนัง และชั้นไขมันใต้ผิวหนังด้านบน การดึงชั้น SMAS ให้ตึง จะทำให้ผิวชั้นบนเหมือนถูกดึงให้ตึงไปด้วย พูดกันชัดๆ นะคะ คือ หากต้องการยกกระชับให้ได้ผล เราต้องใช้วิธีการทำงานเพื่อให้ลงลึกไปถึงชั้น SMAS นี้คะ

เมื่อดูจากภาพการเปรียบเทียบความลึกในการรักษา จะเห็นว่า Face Locked by Air Jet สามารถลงลึกถึงชั้น SMAS และการรักษาจะเน้นยิง ตรงจุดเดียวกับการทำศัลยกรรมดึงหน้า คือ บริเวณไรผม บริเวณหลังหู และหน้าหู ซึ่งจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีเทียบเท่าการผ่าตัดดึงใบหน้าเลยทีเดียว

ผลการยกกระชับด้วย Air Jet สามารถเห็นความแตกต่างทันทีหลังการทำ และระหว่างการทำไม่ต้องทาหรือฉีดยาชาแต่อย่างใด เพราะระหว่างการรักษาจะไม่รู้สึกเจ็บเลย เพียงแต่ตึงๆ จากแรงสั่นสะเทือนและแรงกดตอนทำเท่านั้น

หลังการทำทันทีจะมีตุ่มเล็กๆลักษณะคล้ายยุงกัดบริเวณที่ทำซึ่งจะหายไปภายใน 2 ชั่วโมง หลังการทำการรักษา 1 วัน จะมีจุดที่ตัวยาเข้าไปในผิวจุดเล็กๆ ระดับไมครอน ซึ่งสามารถแต่งหน้าทับได้ จุดจะหายไปภายในหนึ่งอาทิตย์ ในการทำโปรแกรมยกกระชับหน้าจะทำการรักษาบริเวณใต้ไรผม จึงไม่สามารถมองเห็นจุดเล็กๆ หลังทำการรักษาได้ ทำให้กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ หลีกเลี่ยงการถูกน้ำ 2-3 วัน ดังนั้นระยะเวลาในการพักฟื้นของผิวแทบจะไม่ถึง 1 วัน ซึ่งนับว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับการรักษาด้วยเทคนิคอื่นๆ

ภาพ: ความสามารถในการสร้างเนื้อเยื่อ ซึ่งสามารถทำให้ผิวหนังแข็งแรง และหนาขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งใน ระยะสั้นและ ระยะยาว


ภาพ: การวิเคราะห์ เนื้อเยื่อ ด้วยการย้อมสี เนื้อเยื้อคอลลาเจน Reticulin ของผู้เข้ารับการรักษา อายุ 39 หลังจากรักษาครั้งที่ 3 ภายในระยะเวลา 4 เดือน ผลคือ ผิวหนัง หนาขึ้นโดยประมาณ 2 เท่า และเส้นใยคอลลาเจน เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทำไมหลังทำการทรีทเม้นต์ Face Locked by Air Jet รู้สึกผิวยกกระชับแค่ช่วงแรก
ผลลัพธ์ในการทำทรีทเม้นต์นี้ แม้จะเห็นผลทันที แต่เมื่อผ่านไป 1เดือน หรือ 28 วัน (เป็นช่วงอายุของเซลล์ผิว ที่จะเกิดใหม่ทุกๆ 28 วัน) ผิวในชั้น smas ที่เรายิงลงไป เพิ่มจะเริมแสดงผล และผลจะดีขึ้นเรื่อยๆ จนคงที่ภายใน 2-3 เดือน

ภาพแสดงการสร้างคอลลาเจนของชั้นผิว หลังการทำทรีทเม้นต์ Face Locked by Air Jet
มีคำถามต่อไปว่า แล้วผลการฟื้นฟูผิวด้วย FACE LOCKED BY AIR JET อยู่ได้นานไหม
ผลลัพธ์อยู่ได้นานตั้งแต่ 12 – 24 เดือน ซึ่งอาจกลับมาทำใหม่ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และโปรแกรมการรักษาผิวอื่นๆ ที่ได้รับหลังการทำ Air Jet ทั้งนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำครบ 3 ครั้ง เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน และยาวนานกว่า
แล้วเรื่องความปลอดภัย
Airjet เป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัย โดยไม่มีความเสี่ยงในการเกิดรอยไหม้ หรือ แผลเป็นที่เกิดจากความร้อนเลย เมื่อเทียบกับเลเซอร์ หรือเทคนิคอื่นที่มีความร้อนมาเกี่ยวข้อง รวมถึงเครื่อง Air Jet ได้ผ่านการรับรองจากประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว จึงมั่นใจได้ 100% ในเรื่องความปลอดภัย
สามารถทำหลังทำเลเซอร์หรือการลอกหน้าด้วยสารเคมีได้หรือไม่
ไม่แนะนำให้ทำทันที ควรรอให้ผิวได้รับการรักษาหายสนิทเป็นปกติก่อน
สามารถแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง
หลักๆของเครื่องสามารถตอบโจทย์เรื่องกายยกกระชับ โดยเป็นที่นิยมมากที่ประเทศเกาหลี โดยเฉพาะการเก็บกรอบหน้า จะทำให้หน้าดูมีมิติมากขึ้น เมื่อใช้บริเวณกรอบหน้า คาง เหนียง แต่ด้วยคุณสมบัติที่เป็นการนำพาสารโดยใช้เทคนิค สูญากาศ ก็สามาถนำมาใช้แก้ปัญหาผิวอื่นได้อีกด้วย

ควรทำกี่ครั้ง
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำให้ทำการรักษาประมาณ 3 ครั้ง เพื่อผลลัพธ์ที่ดี และยาวนานกว่า
อะไรคือข้อดีของการรักษานี้
เกิดสองผลลัพท์ที่ทำให้ผิวดู อ่อนวัย ส่วนแรกคือการส่งโมเลกุลลงไป เพื่อฟื้นฟูผิวที่ขาดสารสำคัญต่างๆ ทำให้ผิวดูดีขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่วนที่สองคือ เกิดการสร้างคอลลาเจน และฟื้นฟูผิวใหม่ ผิวหนาขึ้น แข็งแรงขึ้น และความเต่งตึง กระชับอยู่นานยิ่งขึ้น
เปรียบเทียบกับ TREATMENT ยกกระชับแบบอื่นๆ

ภาพก่อน และหลังทำทรีทเม้นต์ Face Lock by Air Jet ทันที (ทำเพียงด้านเดียว)



THERMAGE CPT
Thermage (Solta Medical ,USA) เป็นเครื่องมือที่ได้รับการรับรองจาก US-FDA ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยใช้พลังงานคลื่นวิทยุในรูปแบบเฉพาะที่เรียกว่า Monopolar Capacitively-Coupled Radiofrequency (RF) เพื่อที่จะกระชับผิวและปรับรูปทรง (tighten and contour) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีลิขสิทธิ์ที่สามารถปล่อยพลังงานความร้อนที่มีระเบียบลงไปได้ลึกถึงผิวหนังชั้นในหรือหนังแท้ (dermis) และเนื้อเยื่อชั้นใต้ผิว (subcutaneous tissue) ช่วยยกกระชับใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่เครื่องมืออื่นๆ นั้นไม่สามารถทำได้ หรือให้การรักษาได้เพียงผิวหนังชั้นบน (superficial skin layers) เท่านั้น
พลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง (High Radio Frequency: RF) ของ Thermage CPTTM จะถูกเปลี่ยนเป็นก้อนมวลความร้อนครอบคลุมทั้งผิวหนังชั้นใน Dermis และพลังงานความร้อนนี้ยังถูกส่งไปตามเนื้อเยื่อ (Fibrous Septae) ที่แทรกตัวอยู่ในชั้นไขมันใต้ผิวหนังอีกด้วย ส่งผลให้ไปกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของเส้นใยคอลลาเจน (collagen) และอิลาสติน (elastin) ที่ยึดเกาะกันอยู่ในชั้นผิวหนังให้เป็นเสมือนเกลียวเชือก ซึ่งการหดตัวกระชับขึ้นของเกลียวเส้นใยเหล่านี้ จะส่งผลให้ผิวชั้นนอกกระชับตึงตามไปด้วย พร้อมไปกระตุ้นคอลลาเจนที่มีอยู่เดิมและกระตุ้นให้มีการสร้างใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผิวที่หย่อนคล้อย ตึง กระชับขึ้น และปรับรูปหน้าได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น และไม่มีแผลเย็บใดๆ
นอกจากนี้พลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นยังลงลึกถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ช่วยสลายไขมันสะสมส่วนเกินบนใบหน้า หรือบริเวณที่ทำการรักษา ช่วยให้การปรับรูปหน้าเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น ไขมันสะสมบริเวณแก้มและใต้คางที่เป็นปัญหาหลักของผู้ที่มีใบหน้าใหญ่ แก้มเยอะ หรือมีคางสองชั้น ทำให้รูปหน้าไม่ได้สัดส่วนที่เหมาะสมทำให้เกิด การกระชับผิวแบบ 3 มิติ
ภาพแสดงการทำงานของ Thermage CPT
เทอร์มาจรุ่นใหม่ล่าสุด “Thermage CPT”
Thermage CPT รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งมีเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยลดความเจ็บและเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา ดังนี้
1. Deep Heating : เพราะเป็นคลื่น RF ชนิด monopolar พลังงานจึงถูกส่งผ่านลงไปได้ลึกถึงชั้น dermis และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง Hypodermis
2. Integrated Cooling มีการพ่นความเย็นมาปกป้องผิวชั้นนอกในขณะที่เครื่องทำงานส่งความร้อนลงไปในผิวชั้นลึก
3. Comfort Pulse Technology –Software ตัวใหม่พัฒนามาจาก Body Tip 16.0 ซึ่งช่วยให้การส่งผ่านพลังงานความร้อน พลังงานจะแบ่งออกเป็น 5 ระยะในแต่ละระยะจะมีระบบความเย็นปล่อยแทรกมาด้วยทำให้คนไข้รู้สึกสบาย
4.Vibration-ระบบ CPT (Face Hand piece) สามารถเลือกการใช้งานให้เป็นระบบสั่นได้ ในการศึกษาพบว่า ระบบสั่นทำให้คนไข้รู้สึกสบายมากขึ้น
5. Redesigned Tips – รูปแบบใหม่ของหัวทิป ออกแบบให้แผ่นเฟรมบางลงเพื่อช่วยให้การส่งผ่านความร้อนได้มากกว่าหัวทิปรุ่นเก่า และความร้อนสามารถกระจายตัวได้สม่ำเสมอทั่วทั้ง tip ไม่กระจุกตัวที่ขอบ ผลการรักษาช่วยให้ชั้นผิวสามารถสะสมความร้อนได้สูงกว่าเดิม
Thermage CPT รักษาบริเวณใดได้บ้าง
1. เทอร์มาจ สามารถรักษาผิวหนังที่หย่อนคล้อยได้ทั้งบริเวณใบหน้าและลำตัว
2. ใบหน้า ได้แก่ เปลือกตา แก้มที่มีความหย่อนคล้อย ใต้คาง เป็นต้น
3. ลำตัว ได้แก่ ท้องแขน สะโพก ต้นขา และหน้าท้อง
ต้องทำการรักษากี่ครั้ง / ผลอยู่ได้นานเท่าไหร่
1. ทำการรักษาเพียงครั้งเดียว ผลการรักษาอยู่ได้ประมาณ 1- 2 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง
2. อายุ สภาพผิว การรับพลังงานขณะรักษาของคนไข้
ทำแล้วเจ็บหรือไม่
ขณะส่งผ่านพลังงานจะรู้สึกร้อนลึกๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ ความรู้สึกร้อนดังกล่าวบ่งชี้ว่าคอลลาเจนได้รับอุณหภูมิที่เหมาะสมในระดับที่ทำให้ผิวกระชับตัวได้ดี คนไข้ควรรู้สึกร้อนในระดับที่ทนได้ ซึ่งแต่ละไม่เท่ากัน และแพทย์จะเป็นผู้ควบคุมพลังงานที่ใช้ในการรักษาให้เหมาะสมกับคนไข้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
มีข้อจำกัดในการรักษาหรือไม่
เทอร์มาจไม่เหมาะจะทำการรักษาในผู้ที่ติด Pacemaker และผู้ป่วย โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง
ผลการรักษาด้วยเทอร์มาจ
1. ผลที่ได้รับมีทั้งส่วนที่เห็นได้ทันทีหลังรักษา( เกิดจากการหดกระชับตัวของคอลลาเจนที่มีอยู่แล้ว) และผลที่เกิดต่อเนื่อง (เกิดจากการสร้างคอลลาเจนใหม่เพิ่มขึ้นๆ) และคอลลาเจนที่มีความแข็งแรงขึ้นนี้ ยังช่วยชะลอให้ขบวนการเสื่อมตามวัยของคุณเกิดขึ้นช้าลงอีกด้วย
2. สภาพผิวจะดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ค่อยเป็นค่อยไป และได้ผลเต็มที่ที่ประมาณ 6 เดือนหลังการรักษา และคงผลได้ยาวนาน 1-3 ปี ทั้งนี้ขึ้นกับลักษณะผิว การใช้ชีวิต และการเสื่อมตามวัยของแต่ละคน
THERMAGE CPT TREATMENT
1. FACE
เหมาะกับ
- ผิวหน้าหย่อน (skin laxity) เล็กน้อยถึงปานกลาง
- มีลักษณะอาการ แก้มห้อย ผิวใต้คางหย่อน แนวขากรรไกรไม่คมชัด
- อายุระหว่าง 35-60 ปี จะได้ผลดีที่สุด
- ต้องการผลที่เป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนการผ่าตัดดึงหน้า
ผลการรักษา
- ผิวที่เนียนเรียบและยกกระชับอีกครั้ง
- ความหย่อนคล้อยของผิว บริเวณแก้ม ขากรรไกรและใต้คางยกกระชับและเข้ารูปมากขึ้น
- ริ้วรอยรอบดวงตา รอบริมฝีปากและหน้าผาก ดูจางลง
- ร่องแก้มตื้นขึ้น
2. EYES
เทอร์มาจเป็นเครื่องมือชนิดแรกและชนิดเดียวที่ได้รับการรับรองจาก US-FDA ในการทำการรักษาบนเปลือกตาโดยตรง
เหมาะกับ
- มีริ้วรอยรอบดวงตา
- ผิวหนังรอบตาเริ่มหย่อนคล้อย ตก
- ต้องการให้ดวงตาเบิกโต สวยขึ้น
- ต้องการยกคิ้วให้ได้รูป
- ผิวเปลือกตาไม่เรียบตึงแต่เป็นริ้วย่นๆ ทำให้ทาตาหรือเขียนขอบตายาก
ผลการรักษา
- ริ้วรอยรอบตาลดลง
- ผิวรอบตาดูแน่นกระชับ เรียบเนียนขึ้น ผิวหย่อนใต้ตาลดลง
- ดวงตาได้รูป สวยขึ้น
- คิ้วได้รูป
- ลดอาการหนังตาบนหย่อน และผิวเปลือกตาที่เรียบขึ้น
3. BODY
เหมาะกับ
- ผิวหย่อน มีริ้วรอยย่น บริเวณหน้าท้อง สะโพก แขน ขา หรือหลังมือ
- มีเซลลูไลท์
ผลการรักษา
- รูปร่างดีขึ้น เข้ารูปกว่าเดิม
- ผิวเรียบเนียน แน่นกระชับ ดูยกขึ้น และมีริ้วรอยย่นลดลง
- เซลลูไลท์ลดลง
![]()
![]()
![]()






เมโสแฟต คืออะไร
ทรีทเม้นต์ NANO MESO FAT ปลอดภัยไหม
นับว่าเป็นทรีทเม้นต์ ที่ปลอดภัยมาก เพราะสาร Nano Fat ที่ใช้ เป็นสารที่ได้รับใบอนุญาติจาก อย แล้ว และเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่มีอาการแพ้ และไม่สะสมตกค้าง ในร่างกาย

รูปแสดง ชั้นไขมันของผิวหนัง
ทรีทเม้นต์ NANO MESO FAT ต่างจากแบบทั่วๆ ไปอย่างไร

รูปเปรียบเทียบ ขนาดไขมัน ของคนปกติ กับคนอ้วน
หลักการทำงานของ NANO MESO FAT
NANO MESO FAT สามารถฉีดตรงไหนได้บ้าง
1. ลดไขมันที่แก้มให้หน้าเรียวเล็ก
2. ลดไขมันบริเวณเหนียง (ใต้คาง)
3. ลดไขมันที่ต้นขา ต้นแขน และบริเวณน่อง
4. ลดไขมันที่พุง หน้าท้อง เอวด้านหลัง
5. ลดไขมันบริเวณขอบรักแร้
6. ลดไขมันส่วนเกินที่หลัง
.jpg)
ขั้นตอนการทำ
· คุณหมอจะฉีดเข้าสาร Nano Meso Fat เข้าไปในชั้นไขมัน โดยฉีดลึกเข้าไปในชั้นไขมัน ตั้งแต่ 0.1 มม-12 มม. เพื่อสลายเซลส์ไขมัน
· ตอนที่เข็มฉีด Nano Meso-Fat เข้าที่ผิว จะไม่รู้สึกเจ็บ แต่ในช่วงเดินยา จะรู้สึกซ่าๆ แต่อาการจะอยู่ประมาณ 5-10 นาทีก็จะหาย และจะเห็นผลทันทีหลังการฉีด 5-10 นาที
· โดยปริมาณที่ฉีด ขึ้นกับปัญหาของแต่ละท่าน โดยปกติ จะใช้ประมาณ 0.5-1 ซีซี ห่างกัน ทุก 1-2 ตร.ซม โดยเทคนิคเมโสเธอราพี (Mesotherapy) นั่นเอง

ผลที่ได้จากการฉีด
หลังจากฉีดสารสลายไขมันเข้าที่บริเวณชั้นไขมันใต้ผิวหนังแล้ว โดยธรรมชาติ ไขมันจะเริ่มหดตัว หรือเริ่มลดจำนวนเซลล์ไขมันลงประมาณ 30 - 50% ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ และไขมัน จะสลายตัว เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกประมาณ 50-80% ภายใน 1 อาทิตย์ อย่างไรก็ตามไขมันที่เรากำจัดไปแล้ว สามารถกลับมาได้ใหม่ ถ้าเราไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ดังนั้น จึงควรปฏิบัติตัว ตามแพทย์แนะนำ และควรทำทรีทเม้นต์ซ้ำ อย่างน้อย 3-5 ครั้ง เพื่อผลลัพธ์ที่ยาวนานขึ้น
รูปแสดง Befor - After

style=”text-align: center;”>
ฉีดเฉพาะด้านขวามือ เท่านั้น
ข้อดีของการฉีด NANO MESO FAT เมโสแฟต
·ปลอดภัย ไม่มีอันตราย เพราะสารฉีดผลิตจากธรรมชาติ และผลที่ได้ก็ดูเป็นธรรมชาติ แนะนำให้ทำโดสต่ำๆ ก่อน แต่ทำหลายๆ ครั้ง ผิวจะค่อยๆ ปรับตัว
ทำให้ไม่เหี่ยวย่น
·ไม่ทำลายเซลล์ ไม่เหมือนการดูดไขมันที่ผิวจะเหี่ยวลงทันทีหลังทำ โดยต้องไปรักษา รอยเหี่ยว จากการดูดไขมันอีกต่อหนึ่ง
·เห็นผลทันที ภายใน 5-10 นาที และผลจะต่อเนื่องภายใน 7 วัน
·ไม่เสียเวลาเตรียมตัว ไม่ต้องใช้ยาชา
·ไม่มีข้อจำกัดหลังการทำ สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เล่นกีฬาได้ ว่ายน้ำ ซาวน่า ทำทรีทเม้นต์อื่นๆ รวมถึงเลเซอร์ ได้ตามปกติ ปกติการทำทรีทเม้นต์ Nano Meso Fat เมโสแฟต นอกจากจะลดปริมาณไขมันแล้ว ยังเพิ่มความชุ่มชื่น นุ่มนวลให้แก่ผิว และผิวจะค่อยๆ ยกกระชับขึ้นใน 7-14 วันหลังการฉีดอีกด้วย
อย่างไรก็ดี ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ในคนไข้บางคน หลังจากฉีดลดไขมันเฉพาะที่แล้ว โดยเฉพาะที่คาง หน้าท้องหรือท้องแขน เมื่อไขมันลดได้เกือบหมดแล้ว อาจมีอาการผิวหนังหย่อนคล้อย ดังนั้นการทำ RF + การฉีด Meso Firming จะช่วยทำให้การหย่อนคล้อยกระชับขึ้นได้เร็วขึ้น
ระยะห่างในการฉีด Nano Meso Fat : ทุก 1 - 2 สัปดาห์ สามารถใช้ชีวิตตามปกติ หลังการฉีด สามารถทาแป้ง แต่งหน้าได้ตามปกติ
ต้องฉีดบ่อยแค่ไหนถึงจะเห็นผล NANO MESO FAT
ในช่วงแรกสามารถฉีดได้ทุกสัปดาห์ จนกว่าผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ จำนวนในการฉีดจะขึ้นกับปัญหาของแต่ละท่าน แต่แนะนำให้ค่อยๆ ฉีดทีละน้อยๆ เมื่อเห็นผลลัพธ์แล้วถ้าไม่พอใจค่อยเพิ่มโดสทีหลังจะดีกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น ขั้นต่ำ ควรจะทำให้ครบคอร์ส ประมาณ 3-5 ครั้ง หรือตามแพทย์แนะนำ
ผลที่ได้จะอยู่นานแค่ไหน: ปกติผลที่ได้จะอยู่ได้ประมาณ 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นกับพฤติกรรม และการใช้ชีวิต หลังการฉีด ของแต่ละท่านด้วย ถ้ามีการควบคุมอาหาร ร่วมกับการออกกำลังกาย ก็จะทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น
ข้อปฎิบัติหลังการฉีด MESO FAT
1.ควรดื่มน้ำมาก ๆ เพราะร่างกายจะกำจัดไขมันส่วนใหญ่ออกทางปัสสาวะ ดังนั้นยิ่งดื่มน้ำ มากเท่าไหร่ ไขมันจะถูกกำจัดออกไปมากและเร็วยิ่งขึ้น
2.ควรออกกำลังกายเบา ๆ ครั้งละ 30 นาทีประมาณ อาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อช่วยให้ร่างกาย เผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น
3.เลี่ยงอาหารรสเค็ม หรืออาหารที่มีส่วนผสมของเกลือ อีกทั้งควรเปลี่ยนพฤติกรรม การทานอาหารจำพวก แป้ง น้ำตาลและไขมันให้น้อยลง เพื่อหลีกเลี่ยง การสะสม ของไขมันอีกครั้ง
4.หลีกเลี่ยงการอบซาวด์น่า นวดหน้า นวดตัวหรือทำทรีตเมนต์ เพื่อลดการฟกช้ำ ในบริเวณ ดังกล่าว















รูปแสดงสารอาหารผิวใน cytocare






























ภาพ ก่อน และหลังทำ ทรีทเม้นต์ Face Lock by Air Jet
ภาพหลังทำทรีทเม้นต์ Air Jet ทันที (ทำเพียงด้านเดียว)
.png)



























.jpg)




.jpg)

.png)










.jpg)
























